วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รวม พรบ. และ พรก.นิรโทษกรรม ในประเทศไทย ตั้งแต่ 2475 ถึง ปัจจุบัน

1. พรก.นิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน 2475

ตราพระบรมราชโองการ พระราชกำหนดนิรโทษกรรมใรคราวการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พุทธศักราช 2475 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเหล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศจงทราบทั่วกันว่า

การที่คณะราษฎรคณะหนึ่งซึ่งมีความปรารถนาอันแรงกล้าในอันที่จะแก้ไขขจัดความเสื่อมโทรมบางประการของรัฐบาลสบาม และชาติไทยให้หายไป แล้วจะพากันจรรโลงสยามรัฐและชาติไทยให้เจริญรุ่งเ้รืองวัฒนาถาวรเท่าเทียมกับชาติและประเทศอื่นต่อไป จึงพากันยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ด้วยความมุ่งหมายจะให้มีรัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินขึ้นเป็นข้อใหญ่ แล้วร้องขอไปยังเราเพื่อให้เราดำรงคงเป็นกษัตริย์แห่งสยามรัฐต่อไปภายใต้รัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินนั้น 

ทั้งนี้แม้ว่าการจะได้เป็นไปโดยขัดกับความพอพระทัยพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ และขัดใจสมาชิกในรัฐบาลบางคนก็ดี ไม่ว่าจะรุ่งเรื่องแล้วเท่าไรๆ ก็ไม่อาจจะก้าวล่วงการนี้เสียได้ ถึงกระนั้นก็พึ่งปรากฎ เป็นประวัติการณ์ครั้งแรกของโลกที่การได้เป็นไปโดยราบรื่นปกติ มิได้รุนแรง

และแม้ว่าจะได้อัญเชิญพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการบางคนมาประทับและไว้ในพระที่นั่งอนันตสมาคมก็เพียงเพื่อประกันภัยของคณะ และเพื่อให้การดำเนินลุล่วงไปได้เท่านั้น หาได้กระทำการประทุษร้ายหรือหยาบคายอย่างใดๆ และไม่มุ่งหมายจะกระทำเช่นนั้นด้วย ได้แต่บำรุงรับไว้ด้วยดี สมควรแก่พระเกียรติยศทุกประการ

อันที่จริงการปกครองด้วยวิธีมีพระธรรมนูญการปกครองนี้เราก็ได้ดำริิอยู่ก่อนแล้ว ที่ราษฎรคณะนี้กระทำมาเป็นการถูกต้องตามนิยมของเราด้วย และด้วยเจตนาดีต่อประเทศชาติ อาณาประชาชนแท้ๆ จะหาการกระทำหรือแต่เพียงเจตนาชั่วร้ายแม้แต่น้อยก็มิได้

เหตุนี้จึงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกำหนดนี้ไว้ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชกำหนดนี้ ให้เรียกว่า "พระราชกำหนดนิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พุทธศักราช 2475"

มาตรา 2 ให้ใช้พระราชกำหนดนี้ตั้งแต่ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หัวได้ทรงลงพระบรมนามาภิไธยเป็นต้นไป

มาตรา 3 บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นเหล่านั้นไม่ว่าของบุคคลใดๆ ในคณะราษฎรนี้ หากว่าจะเป็นการละเมิดกฎหมายใดๆ ก็ดี ห้ามมิให้ถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมายเลย

ประกาศ ณ. วันที่ 26 มิถุนายน พุทธศักราช 2475 

ประชาธิปก ปร.


2.พรบ. นิรโทษกรรมในการจัดการให้คณะรัฐมนตรีลาออกเพื่อให้มีการเปิดสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2476

พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในการจัดการให้คณะรัฐมนตรีลาออกเพื่อให้มีการเปิดสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2476

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า "พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในการจัดการให้คณะรัฐมนตรีลาออกเพื่อให้มีการเปิด สภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2476"

มาตรา 2 ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
[รก.2476/-/389/25 มิถุนายน 2476]

มาตรา 3 บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นเหล่านั้น ไม่ว่าของบุคคลใดๆ คณะทหารบก ทหารเรือ และพลเรือนนี้ หากว่าจักเป็นการละเมิดบทกฎหมายใดๆ ก็ดี ห้ามมิให้ถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมายเลย ประกาศมา ณ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2476 เป็นปีที่ 9 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี

3. พรบ.อนุมัติพระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดฐานกบฏและจลาจล พ.ศ.2488

พระราชบัญญัติอนุมัติพระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดฐานกบฏและจลาจล พ.ศ.2488

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า "พระราชบัญญัติอนุมัติพระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดฐานกบฏและ จลาจล พุทธศักราช 2488"

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับได้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
[รก.2488/42/479/7 สิงหาคม 2488]

มาตรา 3 ให้อนุมัติพระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดฐานกบฏและจลาจล พุทธศักราช 2488

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรี

4. พรบ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการต่อต้านการดำเนินการสงครามของญี่ปุ่น พ.ศ.2489

พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการต่อต้านการดำเนินการสงครามของญี่ปุ่น พ.ศ.2489

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า "พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการต่อต้านการดำเนินการสงครามของ ญี่ปุ่น พุทธศักราช 2489"

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับได้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
[รก.2489/25/237/30 เมษายน 2489]

มาตรา 3 บรรดาการกระทำก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับการกระทำอันเป็นการต่อ ต้านการดำเนินการสงครามของญี่ปุ่น หรือการดำเนินงานเพื่อการนั้นให้ผู้กระทำเป็นอันพ้นจากความผิดทั้งสิ้น

มาตรา 4 ถ้าผู้ที่ได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา 3 ต้องคุมขังอยู่ในเรือนจำ ให้ผู้นั้นยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการดังกล่าวใน มาตรา 7 เพื่อให้พิจารณาปล่อยตัวไป

มาตรา 5 บุคคลที่ได้พ้นโทษไปก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้ ถ้าโทษนั้นเป็นโทษในความผิดที่ได้รับนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ก็ให้มี สิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการดังกล่าวในมาตรา 7 พิจารณามีคำสั่งแสดงว่าเป็นผู้ที่ได้รับนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ได้

มาตรา 6 เมื่อบุคคลที่คณะกรรมการได้มีคำสั่งแสดงว่าเป็นผู้ได้รับนิรโทษกรรมตามความ ใน มาตรา 5 หรือ ที่คณะกรรมการมีคำสั่งให้ปล่อยตัวตามความในมาตรา 7 ได้ร้องขอก็ให้คณะกรรมการออกหนังสือรับรองว่าเป็นบุคคลที่ได้รับนิรโทษกรรม ตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 7 ให้มีกรรมการขึ้นคณะหนึ่งประกอบด้วยประธานศาลฎีกาเป็นประธาน อธิบดีศาลอุทธรณ์ อธิบดีศาลอาญา อธิบดีกรมอัยการ และเจ้ากรมพระธรรมนูญเป็นกรรมการ มีหน้าที่ดังกล่าวในมาตรา 4 ในมาตรา 5 และในมาตรา 6

ในการพิจารณาคำร้องขอของบุคคลผู้ต้องคุมขังตามความในมาตรา 4 เมื่อคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ที่ได้รับนิรโทษกรรมตามความในพระราชบัญญัตินี้ ก็ให้คณะกรรมการมีคำสั่งไปยังผู้บัญชาการเรือนจำให้ปล่อยตัวไปโดยมิชักช้า

มาตรา 8 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการมีอำนาจออกหมายเรียกบุคคลให้มาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งเอกสารหรือ สิ่งใดๆที่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐาน และสั่งให้บุคคลสาบานหรือปฏิญานก่อนให้ถ้อยคำได้

มาตรา 9 ในการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ให้ถือว่ากรรมการตามพระราชบัญญัตินี้เป็นเจ้าพนักงานตามความหมายของกฎหมายลักษณะอาญา

มาตรา 10 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุตติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรี

5. พรบ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำรัฐประหาร พ.ศ.2490

พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำรัฐประหาร พ.ศ. 2490

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำรัฐประหาร พ.ศ. 2490"

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
[รก.2490/62/741/23 ธันวาคม 2490]

มาตรา 3 บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลใดๆ ก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้ เนื่องในการกระทำรัฐประหารเพื่อเลิกใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธ ศักราช 2489 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 หากเป็นการผิดกฎหมายใดๆ ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง และการใดๆ ที่ได้กระทำตลอดจนบรรดาประกาศและคำสั่งใดๆ ที่ได้ออกสืบเนื่องในการ กระทำรัฐประหารที่กล่าวแล้วให้ถือว่าเป็นอันชอบด้วยกฎหมายทุกประการ

มาตรา 4 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรี

6. พรบ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ที่ได้นำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2475 กลับมาใช้ พ.ศ. 2494

พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ที่ได้นำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2475

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ที่ได้นำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 กลับมาใช้ พ.ศ. 2494"

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
[รก.2494/81/25พ/31 ธันวาคม 2494]

มาตรา 3 บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลใดๆ ก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้เนื่องในการกระทำเพื่อเลิกใช้รัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทยพุทธศักราช 2492 และนำเอารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 พร้อมทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยนามประเทศพุทธ ศักราช 2482 และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยบทเฉพาะกาล พุทธศักราช 2483 กลับมาใช้นั้น หากเป็นการผิดกฎหมายใดๆก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง และการใดๆ ที่ได้กระทำตลอดจน บรรดาประกาศและคำสั่งใดๆ ที่ได้ออกสืบเนื่องในการเปลี่ยนแปลงนี้ให้ถือว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายทุก ประการ

มาตรา 4 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี

7. พรบ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500

พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500"

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
[รก.2500/81/1พ/26 กันบยายน 2500]

มาตรา 3 บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลใดๆ ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับไม่ว่าในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำความผิดหรือผู้ถูกใช้ ซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500 และในกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกัน ทั้งนี้ไม่ว่ากระทำอย่างไร และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง และบรรดาประกาศหรือคำสั่งไม่ว่าจะเป็นในรูปใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย ให้ถือว่าชอบด้วยกฎหมายและใช้บังคับได้โดยถูกต้องทุกประการ

มาตรา 4 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พจน์ สารสิน นายกรัฐมนตรี

*หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือโดยที่ผู้กระทำการยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500 ได้กระทำไปโดยปรารถนาที่จะขจัดความเสื่อมโทรมในการบริหารราชการและการใช้ อำนาจอันไม่เป็นธรรม ซึ่งก่อให้เกิดความเดือดร้อนและหวาดกลัวแก่ประชาชนโดยทั่วไป และได้กระทำโดยมิได้ปรารถนาแสวงหาประโยชน์ส่วนตนหรือบำเหน็จตอบแทนอย่างใด จึงเป็นการสมควรให้มีกฎหมายนิรโทษกรรมแก่บุคคลผู้กระทำการยึดอำนาจในครั้ง นี้

8. พรบ. นิรโทษกรรมในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ พ.ศ.2499

พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ พ.ศ.2499

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ พ.ศ.2499"

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2500 เป็นต้นไป
[รก.2500/11/283/29 มกราคม 2500]

มาตรา 3 บรรดาการกระทำของบุคคลใดๆ ก่อนวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 หากเป็นความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญาฐานกบฏภายในราชอาณาจักร ฐานกบฏภายนอกราชอาณาจักร ฐานก่อการจลาจล หรือตามกฎหมายอื่นซึ่งเป็นความผิดทำนองเดียวกันกับความผิดดังกล่าวแล้ว ก็ให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป และให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้าผู้นั้นรับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง

ความในมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับแก่บุคคลผู้กระทำความผิดฐานกบฏ ฐานก่อการจลาจล หรือความผิดทำนองเดียวกันกับความผิดดังกล่าว ซึ่งไม่ได้ตัวมาเพื่อดำเนินคดีก่อนวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2499

มาตรา 4 บรรดาการกระทำของบุคคลใดๆ ก่อนวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2499 อันเกี่ยวเนื่องจากการป้องกันระงับหรือปราบปรามการกบฏ การก่อจลาจล หรือการกระทำความผิดตามกฎหมายอื่นซึ่งเป็นความผิดทำนองเดียวกันกับความผิด ดังกล่าว หรือการพยายาม หรือการตระเตรียมกระทำการดังกล่าว หากเป็นความผิดตามกฎหมายใดๆ ก็ให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป และให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้วก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำ พิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้าผู้นั้นรับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง และให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากความรับผิดโดยสิ้นเชิง

มาตรา 5 ความผิดตามกฎหมายใดจะถือว่าเป็นความผิดทำนองเดียวกันกับความผิดฐานกบฏภายใน ราชอาณาจักร ฐานกบฏภายนอกราชอาณาจักร หรือฐานก่อการจลาจลตาม มาตรา 3 หรือ มาตรา 4 ให้เป็นไปตามค วินิจฉัยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

มาตรา 6 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งท้องที่ ผู้พิพากษาศาลแห่งท้องที่หนึ่งนาย อัยการแห่งท้องที่หนึ่งนาย เป็นคณะกรรมการมีหน้าที่ตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับนิรโทษกรรมซึ่งถูกศาลพิพากษา ลงโทษคดีถึงที่สุดแล้วและยังมิได้พ้นโทษไป หรือคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล และส่งรายชื่อต่อศาลหรืออัยการแห่งท้องที่เพื่อศาล หรืออัยการแห่งท้องที่นั้นออกหมายสั่งปล่อยหรือถอนฟ้อง แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ให้ปล่อยตัวไปตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นต้นไป

ในกรณีที่ผู้ได้รับนิรโทษกรรมถูกลงโทษหรือถูกฟ้องความผิดฐาน อื่นซึ่งไม่ได้รับนิรโทษกรรมรวมอยู่ในคดีเดียวกันกับความผิดที่ได้รับนิรโทษ กรรมด้วยให้ศาลหรืออัยการออกหมายสั่งปล่อยหรือถอนฟ้องเฉพาะความผิด ที่ได้รับนิรโทษกรรมแล้วแต่กรณี

ในกรณีที่อัยการขอถอนฟ้องตามความในมาตรานี้ ให้ศาลสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องได้ถ้าการตั้งกรรมการบางนายดังกล่าวในวรรคแรกจะ ไม่สะดวกในการปฏิบัติ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการตามที่เห็นสมควรเป็นกรรมการแทนได้

มาตรา 7 ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ที่ถูกพิพากษาลงโทษโดยศาลทหารหรือผู้ถูกฟ้องในศาลทหาร ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแต่งตั้งข้าราชการเป็นคณะกรรมการตามที่เห็น สมควร มีหน้าที่ตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับนิรโทษกรรมซึ่งถูกศาลทหารพิพากษาลงโทษคดี ถึงที่สุดแล้ว และยังมิได้พ้นโทษไป หรือคดียังอยู่ในระหว่างการ พิจารณาของศาลทหารและส่งรายชื่อต่อทหาร หรืออัยการทหารเจ้าหน้าที่ เพื่อศาลทหาร หรืออัยการทหารเจ้าหน้าที่สั่งปล่อยหรือถอนฟ้องแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ให้ปล่อยตัวไปตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้ บังคับเป็นต้นไป ให้นำความในวรรคสองและวรรคสามของ มาตรา 6 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา 8 ผู้ซึ่งจะได้รับนิรโทษกรรมผู้ใดยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาลให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ระงับการสอบสวนฟ้องร้องผู้นั้นตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็น ต้นไป
ในกรณีที่ผู้ได้รับนิรโทษกรรมต้องหาว่ากระทำความผิดฐานอื่นซึ่งไม่ได้รับ นิรโทษกรรมรวมอยู่ในคดีเดียว กันกับความผิดที่ได้รับนิรโทษกรรมด้วย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ระงับการสอบสวนฟ้องร้องเฉพาะความผิดที่ได้รับ นิรโทษกรรม

มาตรา 9 บุคคลผู้ได้รับนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าผู้ใดถูกเรียกเครื่องราชอิสริยาภรณ์คืน หรือ ถูกถอดจากยศหรือบรรดาศักดิ์ เนื่องจากการกระทำความผิดอันได้รับนิรโทษกรรมนั้น ถ้าประสงค์จะได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ยศหรือบรรดาศักดิ์คืนตามที่ได้รับอยู่เดิม ก็ให้ผู้นั้นแจ้งความประสงค์ไปยังสำนักคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการขอพระราช ทานคืนให้ต่อไป

มาตรา 10 บุคคลที่ได้ระบุไว้ใน มาตรา 9 ถ้าเป็นบุคคลที่เคยได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญมาแล้ว ก็ให้มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญตามเดิม ถ้าบุคคลดังกล่าวเคยเป็นข้าราชการมาก่อน และยังไม่ได้รับเบี้ยหวัด บำเหน็จหรือบำนาญ ก็ให้ได้รับเบี้ยหวัด บำเหน็จหรือบำนาญเพราะเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญที่ใช้อยู่ใน ขณะที่ออกจากราชการนั้น

การให้เบี้ยหวัดบำเหน็จหรือบำนาญตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ผูกพันรัฐบาลที่ จะต้องจ่ายเงินเพิ่มหรือให้สิทธิใดๆ เท่าเทียมกับข้าราชการที่ออกจากราชการโดยมิได้กระทำผิดหรือถูกลงโทษ ในการพิจารณาจ่ายเบี้ยหวัด บำเหน็จหรือบำนาญ ตามพระราชบัญญัตินี้ให้ถือว่าคำวินิจฉัยของกระทรวง การคลังเป็นเด็ดขาด

มาตรา 11 สิทธิในการรับเบี้ยหวัดหรือบำนาญตาม มาตรา 10 ให้เกิดตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้เบิกจ่ายย้อนนับแต่วันที่กล่าวแล้วนี้ได้แต่ต้องยื่นคำร้องขอรับเบี้ย หวัด บำเหน็จ หรือบำนาญภายในกำหนด หนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา 12 ให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระราชโองการ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี

*หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ในโอกาสที่พระพุทธศาสนาได้ยั่งยืนมา ครบ 25 ศตวรรษ ทางราชการจะได้บำเพ็ญกุศลเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสนี้ การให้อภัยทานถือว่าเป็นกุศลอย่างหนึ่ง นอกจากรัฐบาลจะได้ดำเนินการเพื่อให้มีการให้อภัยโทษแก่นักโทษทั้งหลายทั่ว ราชอาณาจักรโดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกาเป็นการให้อภัยทานในโอกาสนี้แล้ว รัฐบาลเห็นว่าความผิดฐานกบฏจลาจลนั้น เป็นความผิดที่มุ่งร้ายต่อรัฐบาลหรือเกี่ยวกับการปกครองของรัฐบาล จึงน่าจะให้อภัยแก่ผู้ที่กระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวนี้ เป็นการระงับเวรด้วยการไม่จองเวรตามพระธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดย ให้นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดฐาน กบฏหรือจลาจล เฉพาะผู้ที่ได้ตัวมาดำเนินคดีหรือผู้กระทำผิดอันเกี่ยวเนื่องจากการกระทำ ป้องกัน ระงับหรือปราบ ปรามกบฏหรือจลาจล หรือการพยายามหรือการตระเตรียมกระทำการดังกล่าว และให้ได้รับสิทธิบางประการที่สูญ เสียไป เพื่อให้ผู้ได้รับนิรโทษกรรมในครั้งนี้ได้ระลึกถึงพระรัตนตรัย และปฏิบัติตนอยู่ในหลักพระธรรมซึ่งจะเป็น ผลดีแก่ตนและประเทศชาติเป็นส่วนรวม ในการนี้จำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ พ.ศ. 2499 ขึ้นใช้บังคับต่อไป

9. พรบ. นิรโทษกรรมในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2502

พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2502

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2502"

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
[รก.2502/114/640/15 ธันวาคม 2502]

มาตรา 3 [ให้ยกเลิกความในมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ ] พ.ศ. 2499 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

มาตรา 9 บุคคลผู้ได้รับนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าผู้ใดถูกเรียกเครื่องราชอิสริยาภรณ์คืน หรือถูกถอดจากยศหรือบรรดาศักดิ์ เนื่องจากการกระทำความผิดอันได้รับนิรโทษกรรมนั้น ประสงค์จะได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ยศหรือบรรดาศักดิ์คืนตามที่ ได้รับอยู่เดิม ก็ให้ผู้นั้นแจ้งความประสงค์เป็นหนังสือไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2502 เพื่อดำเนินการขอพระราชทานคืนให้ต่อไป

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จอมพล ส. ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี

*หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือเนื่องจากพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ พ.ศ.2499 มิได้กำหนดเวลาสิ้นสุดการยื่นความประสงค์ขอรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ยศ หรือบรรดาศักดิ์คืน สำหรับผู้ได้รับนิรโทษกรรมไว้ทำให้ยุ่งยากแก่การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ใน การขอพระราชทานคืนให้ จึงสมควรกำหนดเวลาสิ้นสุดการขอคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ยศ หรือบรรดาศักดิ์เสียภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2502

10. พรบ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการปฏิวัติเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2501- พ.ศ.2502

พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 - พ.ศ. 2502

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการปฏิวัติเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 พ.ศ. 2502"

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
[รก.2502/41/1พ/3 เมษายน 2502]

มาตรา 3 บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลใดๆ ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ซึ่งได้กระทำเนื่องในการปฏิวัติเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2501 ก็ดี ในกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกันก็ดี การกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของหัวหน้าคณะปฏิวัติ หรือของผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าคณะปฏิวัติอันได้กระทำไปเพื่อความสงบ สุขของประชาชน ซึ่งรวมถึงการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่นก็ดี การกระทำดังกล่าวนี้ไม่ว่าจะกระทำอย่างไร ไม่ว่าในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้น หรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง และบรรดาประกาศหรือคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติไม่ว่าจะเป็นรูปใด และไม่ว่าจะประกาศหรือสั่งให้ มีผลบังคับในทางบริหารราชการหรือในทางนิติบัญญัติให้ถือว่าเป็นประกาศหรือคำ สั่งที่ชอบและใช้บังคับได้สืบไป

มาตรา 4 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ถ.กิตติขจร รองนายกรัฐมนตรี

*หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือโดยที่ผู้กระทำการปฏิวัติเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501 ได้กระทำไปด้วยความปรารถนาที่จะให้ประเทศไทยได้มีรัฐธรรมนูญการปกครองราช อาณาจักรที่เหมาะสม และยังให้การปกครองเป็นไปในระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์และเรียบร้อยยิ่งขึ้น กับทั้งปรารถนาที่จะกำจัดการกระทำอันเป็นกลวิธีของคอมมิวนิสต์เพื่อยึดครอง ประเทศไทยซึ่งเป็นภัยอันร้ายยิ่ง และเพื่อปฏิวัติกิจการที่ไม่เหมาะสมเสียใหม่ให้บังเกิดความผาสุกแก่ประชาชน ชาวไทยและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ ทั้งได้กระทำไปโดยมิได้ปรารถนาแสวงหาประโยชน์ส่วนตน หรือบำเหน็จตอบแทนแต่ประการใด จึงเป็นการสมควรให้มีกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการปฏิวัติในครั้งนี้

11. พรบ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการปฏิวัติเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514

พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการปฏิวัติเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการปฏิวัติเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 - พ.ศ. 2515"

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
[รก.2515/198/234/26 ธันวาคม 2515]

มาตรา 3 บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลใดๆก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้ บังคับ ซึ่งได้กระทำเนื่องในการปฏิวัติเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2514 ก็ดี ในกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกันก็ดี การกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของหัวหน้าคณะปฏิวัติหรือของผู้ที่ได้รับมอบหมาย จากหัวหน้าคณะปฏิวัติ หรือของผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าคณะปฏิวัติอัน ได้กระทำไปเพื่อความมั่นคงของประเทศและราชบัลลังก์ และเพื่อความสงบสุขของประชาชนซึ่งรวมถึงการลงโทษและการกระทำอันเป็นการ บริหารราชการอย่างอื่นก็ดี การกระทำดังกล่าวนี้ไม่ว่ากระทำอย่างใด ไม่ว่าในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ และไม่ว่ากระทำในวันที่ กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้นหากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

มาตรา 4 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี

*หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การยึดอำนาจปกครองประเทศและยกเลิกรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะปฏิวัติได้กระทำเป็นผลสำเร็จ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2514 นั้น คณะปฏิวัติได้ กระทำไปด้วยความปรารถนาที่จะแก้ไขสถานการณ์ซึ่งเป็นภยันตรายต่อประเทศชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ และ ประชาชน และกำหนดกลไกการปกครองที่เหมาะสมแก่สภาพของประเทศ พื้นฐานทางเศรษฐกิจ และจิตใจของประชาชนเพื่อให้บังเกิดความผาสุกแก่ประชาชนชาวไทยและความเจริญ รุ่งเรืองของประเทศทั้งได้กระทำไปโดยมิ ได้ปรารถนาแสวงหาประโยชน์ส่วนตนหรือบำเหน็จตอบแทนแต่ประการใด จึงสมควรให้มีกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการปฏิวัติในครั้งนี้

12. พรบ.นิรโทษกรรมแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนซึ่งกระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกับการเดินขบวนเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2516

พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนซึ่งกระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกับการเดินขบวน เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2516

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน ซึ่งกระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกับการเดินขบวน เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2516"

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
[รก.2516/145/1พ/16 พฤศจิกายน 2516]

มาตรา 3 บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของนักเรียน นิสิตนักศึกษาและประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการเดินขบวน เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมพ.ศ.2516 และได้กระทำในระหว่าง วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2516 ถึงวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2516 ไม่ว่ากระทำในฐานะเป็นตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำหรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

มาตรา 4 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ สัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรี

*หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การเดินขบวนของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ได้มีการกระทำที่เป็นความผิดและเป็นอันตรายต่อชีวิต และร่างกายของบุคคล และความเสียหายแก่ทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องกับการเดินขบวน และความไม่เข้าใจซึ่งกันและกันระหว่าง นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล สำหรับการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐบาลนั้น เมื่อได้กระทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ย่อมได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอยู่แล้ว ส่วนการกระทำของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน มิได้รับการคุ้มครองดังกล่าว แต่เมื่อได้คำนึงถึงว่าการกระทำนั้นได้กระทำไปโดยปรารถนาจะให้มีรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์เป็นประมุขให้รวดเร็วยิ่งขึ้น สมควรให้มีนิรโทษกรรมแก่บรรดานักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน ซึ่ง เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

13. พรบ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519

พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการปกครอง ประเทศ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519"

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
[รก.2519/156/42พ/24 ธันวาคม 2519]

มาตรา 3 บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลใดๆ ซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมพ.ศ.2519 และการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว ซึ่งได้กระทำไปด้วยความมุ่งหมายที่จะให้บังเกิดความมั่นคงของราชอาณาจักร ของราชบัลลังก์ และเพื่อความสงบสุขของประชาชนก็ดี และการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน หรือหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน หรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน หรือหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน หรือของผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะปฏิรูปการปกครอง แผ่นดิน หรือหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน อันได้กระทำไปเพื่อการที่กล่าวนั้น รวมถึงการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่นก็ดี การกระทำดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ว่ากระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดย สิ้นเชิง

มาตรา 4 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรี

*หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การยึดอำนาจการปกครองประเทศ และยกเลิกรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้กระทำเป็นผลสำเร็จ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 นั้น คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้กระทำไปด้วยความปรารถนาที่จะแก้ไขสถานการณ์ ซึ่งเป็นภยันตรายต่อประเทศ ชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชน และกำหนดรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมแก่สภาพของประเทศ พื้นฐานทางเศรษฐกิจ และจิตใจของประชาชนเพื่อให้บังเกิดความผาสุกแก่ประชาชนชาวไทย และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ ทั้งได้กระทำไปโดยมิได้ปรารถนาแสวงหาประโยชน์ส่วนตน หรือบำเหน็จตอบแทนแต่ประการใด จึงสมควรให้มีกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศใน ครั้งนี้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

14. พรบ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราช อาณาจักรระหว่างวันที่ 25 และวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520

พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของ รัฐภายในราชอาณาจักรระหว่างวันที่ 25 และวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2520

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ภายในราชอาณาจักรระหว่างวันที่ 25 และวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2520"

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
[รก.2520/121/1พ/3 สิงหาคม 2520]

มาตรา 3 บรรดาการกระทำอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรซึ่งได้ กระทำระหว่างวันที่ 25 และวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2520 และบรรดาการกระทำอันเป็นความผิดอื่นที่เกี่ยวเนื่องกัน หรือเนื่องจากการกระทำอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรใน ระหว่างวันดังกล่าว ทั้งนี้ไม่รวมถึงการกระทำอันเป็นความผิดต่อชีวิตให้ถือว่าการกระทำนั้นๆ ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป และให้ผู้กระทำความผิดซึ่งถูกลงโทษในความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ความผิดต่อเจ้าพนักงานและความผิดฐานบุกรุก ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2520 ลงวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2520 และตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ 4/2520 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2520 ไม่ว่าผู้นั้นจะได้รับโทษตามคำสั่งดังกล่าวอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้ บังคับหรือไม่ก็ตาม พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าผู้นั้นรับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงในวันที่พระราชบัญญัติ นี้ใช้บังคับ
ความในวรรคหนึ่งไม่กระทบกระเทือนถึงการริบของกลางที่ได้กระทำไปแล้วตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ 4/2520 ลงวันที่ 10 พฤษภาคมพ.ศ. 2520

มาตรา 4 การนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับนิรโทษกรรมในอันที่จะเรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น

มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี

*หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระชนมพรรษาเจริญวัฒนามา ครบ 50 พรรษาบริบูรณ์ ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2520 ซึ่งนับเป็น อภิลักขิตสมัยที่สำคัญ และประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายและเจตจำนงที่จะผนึกกำลังสร้างสรรความสามัคคีของ ชนในชาติ สมควรนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราช อาณาจักร และความผิดอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดดังกล่าว ซึ่งได้กระทำระหว่างวันที่ 25 และวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2520 เพื่อเป็นการแผ่พระมหากรุณาธิคุณและให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นได้ร่วมกันทำ คุณประโยชน์และช่วยจรรโลงประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

15. พรบ. นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520

พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวัน ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2520 ภูมิพล อดุลยเดช ป.ร.ให้ไว้ ณ วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2520

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2520"

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
[รก.2520/121/5พ/3 ธันวาคม 2520]

มาตรา 3 บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลใดๆ ซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2520 และการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว ซึ่งได้กระทำไปด้วยความมุ่งหมายที่จะให้บังเกิดความมั่นคงของราชอาณาจักร และเพื่อความผาสุกของประชาชนก็ดี และการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของคณะปฏิวัติ หรือหัวหน้าคณะปฏิวัติ หรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะปฏิวัติ หรือหัวหน้าคณะปฏิวัติ หรือของผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะปฏิวัติหรือหัวหน้า คณะปฏิวัติ อันได้กระทำไปเพื่อการที่กล่าวนั้น รวมถึงการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่นก็ดี การกระทำดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ว่ากระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทาง นิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

มาตรา 4 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี

*หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน และยกเลิกรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะปฏิวัติได้กระทำเป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ 2520 นั้น คณะปฏิวัติได้กระทำไปด้วยความปรารถนาที่จะให้การบริหารประเทศเป็นไปโดยมี ประสิทธิภาพ สามารถแก้ปัญหาของประเทศชาติได้ทันท่วงที เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนเสริมสร้างความสามัคคีของชนในชาติ ความเป็นระเบียบ เรียบร้อย และฟื้นฟูความสัมพันธ์กับนานาประเทศเพื่อให้เกิดความมั่นคงทั้งภายในและภาย นอกราชอาณาจักร และบังเกิดความผาสุกแก่ประชาชนชาวไทย และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ ทั้งได้กระทำไปโดยมิได้ปรารถนาแสวงหาประโยชน์ส่วนตน หรือบำเหน็จตอบแทนแต่ประการใด จึงสมควรให้มีกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินใน ครั้งนี้จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

16. พรบ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 พ.ศ. 2521

พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 - พ.ศ. 2521

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 - พ.ศ. 2521"

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
[รก.2521/97/1พ/16 กันยายน 2521]

มาตรา 3 บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลใดๆ ที่เกิดขึ้น หรือเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และได้กระทำในระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ไม่ว่าจะได้กระทำในหรือนอกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และไม่ว่ากระทำในฐานะเป็นตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

มาตรา 4 ให้ศาลทหารกรุงเทพดำเนินการปล่อยตัวจำเลยทั้งหมดซึ่งถูกฟ้องในคดีหมายเลขดำ ที่ 253 ก/2520 ของศาลทหารกรุงเทพ ( ใช้กฎ 6 ต.ค. 19 ) และให้ศาลอาญาดำเนินการปล่อยตัวจำเลยทั้งหมดซึ่งถูกฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ 4418/2520 ของศาลอาญา

บรรดาการกระทำที่เป็นเหตุให้จำเลยถูกฟ้องในคดีตามวรรคหนึ่ง ถ้ามิได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา 3 และการกระทำนั้นผิดกฎหมาย ก็ให้จำเลยพ้นจากความผิดและความรับผิดด้วย

มาตรา 5 การนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับนิรโทษกรรมในอันที่จะฟ้องร้องเรียกสิทธิหรือประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น

มาตรา 6 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี

*หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่า การพิจารณาคดีเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้น ได้ล่วงเลยมานานพอสมควรแล้วและมีท่าทีว่าจะยืดเยื้อต่อไปอีกนาน ถ้าจะดำเนินคดีต่อไปจนเสร็จสิ้น ก็จะทำให้จำเลยต้องเสียอนาคตในทางการศึกษา และการประกอบอาชีพยิ่งขึ้น และเมื่อคำนึงถึงว่าการชุมนุมดังกล่าวก็ดี การกระทำอันเป็นความผิดทั้งหลายทั้งปวงก็ดี เกิดขึ้นเนื่องจากความไม่เข้าใจในสถานการณ์ที่แท้จริงเพราะเหตุแห่งความ เยาว์วัย และการขาดประสบการณ์ของผู้กระทำความผิด ประกอบกับรัฐบาลนี้มีความประสงค์อย่างแน่วแน่ที่จะให้เกิดความสามัคคีใน ระหว่างชนในชาติ จึงเป็นการสมควรให้อภัยการกระทำดังกล่าวนั้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กระทำความผิด ทั้งผู้ที่กำลังถูกดำเนินคดีอยู่ และผู้ที่หลบหนีไปได้ประพฤติปฏิบัติตนในทางที่ถูกที่ควร และกลับมาร่วมกันทำคุณประโยชน์ และช่วยกันจรรโลงประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

17. พรก.นิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อความไม่สงบเพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2524

พระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อความไม่สงบเพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2524


มาตรา 1 พระราชกำหนดนี้เรียกว่า "พระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อความไม่สงบเพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2524"


มาตรา 2 พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

[รก.2524/69/1พ/5 พฤษภาคม 2524]


มาตรา 3 บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลใดๆ ซึ่งได้กระทำเนื่องในการก่อความไม่สงบ เพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2524 ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ หากการกระทำนั้นเป็นความผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำนั้นพ้นจากความผิด และความรับผิด และถ้าผู้กระทำดังกล่าวถูกควบคุมตัวอยู่ในระหว่างการสอบสวน ให้ปล่อยตัวไปในวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ


[ มาตรา 3 วรรคสอง ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อ ความไม่สงบฯ พ.ศ.2524]


มาตรา 4 การนิรโทษกรรมตามพระราชกำหนดนี้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับนิรโทษกรรมใน อันที่จะเรียกร้องสิทธิ หรือประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น และผู้ใดจะอ้างพระราชกำหนดนี้เพื่อให้ตนพ้นจากการถูกลงโทษทางวินัย หรือถูกดำเนินการเพื่อลงโทษทางวินัยอันเนื่องมาจากการกระทำที่ได้รับนิรโทษ กรรมตามมาตรา 3 มิได้


มาตรา 5 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกำหนดนี้



ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ป. ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี



*หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ ตามที่ได้มีผู้ก่อความไม่สงบขึ้น เพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินในระหว่างวันที่ 31 มีนาคม จนถึงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2524 โดยใช้กำลังอาวุธเข้ายึดสถานที่ราชการสำคัญหลายแห่ง อันเป็นการกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ในการดำเนินการปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบดังกล่าว รัฐบาลได้ใช้ความระวังมิให้เกิดการต่อสู้กันขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิต และทรัพย์สินของราษฎร และทรัพย์สินของทางราชการและ เกิดความไม่สงบ วางอาวุธและกลับคืนสู่หน่วยที่ตั้งตามปกติของตนภายในระยะเวลาที่กำหนด แล้วรัฐบาลจะไม่เอาความผิดซึ่งปรากฏว่าผู้ก่อความไม่สงบได้เชื่อฟังและ ปฏิบัติตามประกาศของรัฐบาลด้วยดี มิได้มีการต่อต้าน หรือขัดขืน หรือใช้กำลังอาวุธให้ต้องเสียเลือดเนื้อแต่ประการใด ทำให้สถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติในเวลาอันรวดเร็ว

เมื่อเหตุการณ์สงบลงแล้วรัฐบาลได้ดำเนินการสอบสวนเพื่อทราบถึงพฤติการณ์แห่ง การกระทำของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยประกาศให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ไปรายงานตัวต่อกองอำนวยการร่วมรักษาความสงบแห่งชาติภายในเวลาที่กำหนด เพื่อให้ชี้แจงถึงการกระทำของตน ในขณะเดียวกันเนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดทางกฎหมาย การดำเนินการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด จึงต้องกระทำไปตามกระบวนการแห่งกฎหมายควบคู่ไปด้วย

บัด นี้จากผลแห่งการสอบสวนเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ผู้ก่อความไม่สงบส่วนใหญ่ได้ปฏิบัติตามประกาศของรัฐบาลโดยครบถ้วน เป็นการสมควรที่จะนิรโทษกรรมการกระทำของผู้ก่อความไม่สงบเหล่านั้นให้ตามที่ รัฐบาลได้ประกาศไว้ และเมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ในปัจจุบันของประเทศที่มีศัตรูของประเทศชาติและ ประชาชน อยู่รอบด้านทั้งภายนอกและภายในราชอาณาจักร ความสามัคคีของชนในชาติจึงเป็นสิ่งจำเป็น และรีบด่วนที่จะต้องสร้างสรรให้มีขึ้นให้จงได้ การดำเนินการทางคดีต่อไปมีแต่จะก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชนยิ่งขึ้น ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และจะทำให้กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศในที่สุด ฉะนั้นเพื่อเป็นการรักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยของประเทศและกรณีเป็นเรื่องฉุก เฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน ที่ไม่อาจปล่อยให้เนิ่นช้าได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้



บทเฉพาะกาล

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อความไม่สงบ เพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2524


*หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ ตือ ตามที่ได้มีการตราพระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อความไม่สงบเพื่อยึดอำนาจ การปกครองแผ่นดิน ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2524 โดยยกเว้นบุคคลซึ่งมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของรัฐบาล และรัฐสภาได้อนุมัติพระราชกำหนดดังกล่าวไปแล้วนั้น เพื่อให้เกิดความสามัคคีของชนในชาติยิ่งขึ้น และเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามข้อเสนอแนะของรัฐสภาที่ได้เสนอแนะไว้ในคราว พิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดดังกล่าว เป็นการสมควรนิรโทษกรรมแก่การกระทำของบุคคลที่มิได้รับผลจากพระราชกำหนดดัง กล่าวให้เสร็จสิ้นไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

[รก.2524/92/1พ/12 มิถุนายน 2524]


18. พรบ. นิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อความไม่สงบเพื่อยึดอำนาจการปกครอง แผ่นดินระหว่างวันที่ 8 และวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2528 - พ.ศ. 2531

พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อความไม่สงบเพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินระหว่างวันที่ 8 และวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2528 - พ.ศ. 2531


มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อความไม่สงบเพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ระหว่างวันที่ 8 และวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2528 - พ.ศ. 2531"


มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

[รก.2531/156/1พ/27 กันยายน 2531]


มาตรา 3 บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลใดๆ ซึ่งได้กระทำเนื่องในการก่อความไม่สงบ เพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินระหว่างวันที่ 8 และวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2528 ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ หากการกระทำนั้นเป็นความผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทำนั้นพ้นจากความผิด และความรับผิด และถ้าผู้กระทำดังกล่าวถูกควบคุมตัวอยู่ในระหว่างการดำเนินคดีให้ปล่อยตัวไป โดยเร็ว


มาตรา 4 การนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับนิรโทษกรรม ในอันที่จะเรียกร้องสิทธิ หรือประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น และผู้ใดจะอ้างพระราชบัญญัตินี้เพื่อให้ตนพ้นจากการถูกลงโทษทางวินัย หรือถูกดำเนินการเพื่อลงโทษทางวินัยอันเนื่องมาจากการกระทำที่ได้รับนิรโทษ กรรมตามมาตรา 3 มิได้


มาตรา 5 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้



ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี


*หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกสมโภชสิริราชสมบัติในมหามงคลสมัยที่ ทรงปกครองแผ่นดินยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ที่ปรากฏในประวัติ ศาสตร์ในวันที่ 2 กรกฎาคม พุทธศักราช 2531 นับเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบาย และเจตจำนงค์ที่จะผนึกกำลังสร้างสรรค์ความสามัคคีของชนในชาติ สมควรนิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อความไม่สงบเพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินระหว่าง วันที่ 8 และวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2528 เพื่อเป็นการแผ่พระมหากรุณาธิคุณ และให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นได้ร่วมทำคุณประโยชน์และช่วยจรรโลงประเทศชาติ ให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

19. พรบ. นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราช อาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็น คอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2532

พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของ รัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็น คอมมิวนิสต์ พ.ศ.2532


มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็น คอมมิวนิสต์ พ.ศ.2532"


มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

[รก.2532/142/4พ/30 สิงหาคม 2532]


มาตรา 3 บรรดาการกระทำของบุคคลใดๆ ซึ่งได้กระทำก่อนวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2531 หากการกระทำนั้นเป็นความผิดดังต่อไปนี้

(1) ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา

(2) ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์

(3) ความผิดฐานอื่นที่เป็นกรรมเดียวกับความผิดตาม (1) หรือ (2) ทั้งนี้ เฉพาะที่มิใช่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด และให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้าผู้นั้นรับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง


มาตรา 4 การนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับนิรโทษกรรม ในอันที่จะเรียกร้องสิทธิ หรือประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น และผู้ใดจะอ้างพระราชบัญญัตินี้เพื่อให้ตนพ้นจากการถูกลงโทษทางวินัย หรือถูกดำเนินการเพื่อลงโทษทางวินัย อันเนื่องจากการกระทำที่ได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา 3 มิได้


มาตรา 5 การนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ไม่เป็นการตัดสิทธิของบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ ส่วนราชการที่จะเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งจากผู้ได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา 3


มาตรา 6 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้



ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี



*หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกสมโภชสิริราชสมบัติในมหามงคลสมัยที่ ทรงปกครองแผ่นดินยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ที่ปรากฏในประวัติ ศาสตร์ ในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 นับเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายและเจตจำนงที่จะผนึกกำลังสร้างสรรค์ความสามัคคีของ ชนในชาติ สมควรนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราช อาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่งนอกจากการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ ก่อความไม่สงบ เพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ระหว่างวันที่ 8 และวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2528 - พ.ศ. 2531 ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแผ่พระมหากรุณาธิคุณและให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นได้ร่วมทำคุณ ประโยชน์และช่วยจรรโลงประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


20. พรบ. นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534

พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534


มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534"


มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

[รก.2534/79/1พ/3 พฤษภาคม 2534]


มาตรา 3 บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลใดๆ ซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 และการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว และการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือของผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะรักษาความสงบเรียบ ร้อยแห่งชาติ หรือหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ อันได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น รวมถึงการลงโทษ และการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น การกระทำดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ว่าการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้น หรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง


มาตรา 4 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้



ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ อานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรี


*หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดินและยกเลิกรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติได้กระทำเป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 นั้น คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติได้กระทำไปด้วยความปรารถนาที่จะแก้ไข สถานการณ์ ซึ่งเป็นภยันตรายต่อประเทศชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชน เพื่อให้เกิดความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ความเป็นธรรมในการปกครองประเทศ ความสามัคคีของชนในชาติ ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความผาสุกของประชาชนชาวไทย และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ ทั้งได้กระทำไปโดยมิได้ปรารถนาแสวงหาประโยชน์ส่วนตน หรือบำเหน็จตอบแทนแต่ประการใด จึงเป็นการสมควรที่จะให้มีนิรโทษกรรมแก่บรรดาบุคคลซึ่งได้กระทำการเพื่อ วัตถุประสงค์ดังกล่าวนั้นจึงสมควรให้มีกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึด และควบคุมอำนาจการปกครองประเทศในครั้งนี้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

21. พรก. นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดฯระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2535

พระราชกำหนดนิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมกัน ระหว่างวันที่ 17 พ.ค.2535 ถึงวันที่ 21 พ.ค.2535

มาตรา 1 พระราชกำหนดนี้เรียกว่า "พระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมกันระหว่างวัน ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2535 ถึง วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2535"

มาตรา 2 พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา 3 บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมกัน ระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2535 ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2535 และได้กระทำในระหว่างวันดังกล่าวไม่ว่าได้กระทำในฐานะเป็นตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิด และความรับผอดโดยสิ้นเชิง

มาตรา 4 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก สุจินดา คราประยูร

ปล.คือหามาได้เท่านี้รู้สึกว่าจะขาดไป 1 เป็น พรก.นิรโทษกรรมปี 2523 ขออภัยด้วยนะครับเพราะทั้งหมดจริงๆมันต้องมี 22 ฉบับตั้งแต่อดีต

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ตอนที่ 10

ไอเซนฮาวร์กับการสร้างความแข็งแกร่งให้กลุ่มทหารและกลุ่มตำรวจไทย 2496-2497

นโยบายต่างประเทศของไอเซนฮาวร์ต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทย

สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี ดไวต์ ดี.ไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower) (20 มกราคม 2496-20 มกราคม 2504) เป็นช่วงเวลาที่ถือได้ว่า เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ มีนโยบายที่เข้มข้นและมุ่งตรงต่อภูมิภาค และไทยเป็นอย่างมากผ่านความช่วยเหลือทางการทหารและการดำเนินสงครามจิตวิทยาในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ 

สาเหตุสำคัญของการตัดสินใจดำเนินนโยบายต่างประเทศดังกล่าวต่อภูมิภาคนั้น นับตั้งแต่การล่มสลายของจีน การเกิดสงครามเกาหลี และการดำเนินนโยบายปราบปรามคอมมิวนิสต์ในอินโดจีนอย่างรุนแรงเนื่องจาก สหรัฐฯ วิตกถึงการล่มสลายของภูมิภาคตามทฤษฎีโดมิโน ซึ่งมีผลทำให้สหรัฐฯ สูญเสียแหล่งผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกไกล ด้วยเหตุนี้สหรัฐฯ จึงจำเป็นจะต้องทุ่มงบประมาณลงในภูมิภาคเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่ไหลกลับคืนมาสู่สหรัฐฯ ในเวลาต่อไป ( The Pentagon Papers, p. 6.)

และเมื่อสถานการณ์ในอินโดจีนตึงเครียดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวียดมินห์มีแนวโน้มที่จะชนะฝรั่งเศส สหรัฐฯ ประเมินว่า เวียดมินห์จะบุกเข้าไทยทางอีสานด้วยการสนับสนุนจากจีนเป็นเหตุให้สภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ มีนโยบายทำให้การเมืองของไทยมีเสถียรภาพ หาไม่แล้วไทยอาจไม่สามารถต้านทานการรุกรานจากคอมมิวนิสต์ได้ (The Dwight D. Eisenhower Library, Paper as President of United States 1953-1961 (Ann Whitman file) box 4 NSC summery of discussion, National Intelligence Estimate Resistance of Thailand, Burma ,and Malaya to Communist Pressures in the event of a Communist Victory in Indochina in 1951, 15 March 1951 )

ด้วยเหตุนี้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ โดย วอลเตอร์ เบลเดล สมิธ (Walter Bendell Smith) ปลัดกระทรวงฯ ได้สั่งการให้สถานทูตสหรัฐฯ ในไทยดำเนินการตามนโยบายดังนี้ ทำให้รัฐบาลไทยและการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในไทยมีความเข้มแข็ง เพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับสหรัฐฯ ในทางบวกให้กับคนไทย และเพิ่มโอกาสให้นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในไทยแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก็ตาม ( NARA, RG 469 Entry 1385, U.S. Policy in Thailand, 7 August 1951.)

ทั้งนี้นับตั้งแต่ไทยได้ลงนามในข้อตกลงทางการทหารสหรัฐฯ ในปี 2493 ทำให้สหรัฐฯ ได้เริ่มเข้ามาจำกัดความเป็นอิสระในการตัดสินใจของไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ( Neher, “Prelude to Alliance: The Expansion of American Economic Interest in Thailand During The 1940s,” p. 327. )

พร้อมกันนั้นสหรัฐฯ ยังคงผลักดันโครงการข้อที่สี่ต่อไปด้วยการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและเทคนิค เพื่อกระตุ้นให้ภูมิภาคนี้สามารถฟื้นฟูการค้าระหว่างกัน และเพิ่มการค้าโลกเสรี ตลอดจนให้มีการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ด้วยการเริ่มนโยบายความช่วยเหลือทางการทหารต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยแผนปฏิบัติการทางการทหาร และการโฆษณาชวนเชื่อผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมให้กับผู้คนภายในภูมิภาคให้มากขึ้นเพื่อเป็นพลังเกื้อหนุนให้ประเทศต่างๆ ที่เป็นพันธมิตรกับโลกเสรีต่อไป 

สำหรับนโยบายของสหรัฐฯ ต่อไทยนั้น สหรัฐฯเห็นว่าไทยมีความสำคัญในฐานะประเทศส่งออกข้าวและมีทรัพยากรที่จะช่วยฟื้นฟูญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ดังนั้นหากสหรัฐฯ สูญเสียเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทยไปจะมีผลกระทบอย่างมากทางการเมือง และเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและเอเชียในภาพรวม (“1952 Policy Statement by U.S. on Goals in Southeast Asia,” in The Pentagon Papers, pp. 27-29. )

ดังนั้นสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี ไอเซนฮาวร์ จึงเป็นช่วงที่ซีไอเอมีบทบาทอย่างมากในการดำเนินการสงครามจิตวิทยา การปฏิบัติการลับ การจัดตั้งกองกำลังกึ่งทหาร เพื่อทำสงครามกองโจร การโฆษณาชวนเชื่อ การดำเนินการทางการเมืองทั่วโลกเพื่อป้องมิให้เกิดทฤษฎีโดมิโนตามที่สหรัฐฯ มีความวิตก ( Michael J. Hogan, Thomas G. Patterson, Explaning the History of American Foreign Relation,(Cambridge: Cambridge University Press, 1991), p. 155. )

สำหรับไทยนั้นสหรัฐฯ ได้ให้ความสนใจในไทยในฐานะเป็นแหล่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญในภูมิภาคอันสะท้อนให้เห็นจากสหรัฐฯ มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในไทย ทั้งประจำสถานทูต การข่าว การทหารในกลางปี 2496 มีจำนวนถึง 245 คน ( Dwight D. Eisenhower Library, White House Office, National Security Council Staff: Papers, 1953 -1961, Psychological Strategy Board Central Files Series Box 16, Summary of Department of State Revision of PSB-D 23, 24 July 1953.)  

อดีตตำรวจของไทยระดับสูงคนหนึ่งได้บันทึกว่า เปอร์รี่ ฟิลลิปส์ เป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอแต่แฝงเข้ามาในตำแหน่งเจ้าหน้าที่สถานทูต ทำหน้าที่จารกรรมข่าวจากสถานทูตสหภาพโซเวียตในไทย โดยเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวปฏิบัติหาข่าวในไทยด้วยการดักฟังโทรศัพท์ของสถานทูตสหภาพโซเวียตในกรุงเทพฯ(พ.ต.อ.พุฒ บูรณสมภพ, 13 ปี กับบุรุษเหล็กแห่งเอเชีย, หน้า 226, 157-165).

ต้นเดือนพฤษภาคม 2496 สถานการณ์การสู้รบระหว่างเวียดมินห์กับฝรั่งเศส มีแนวโน้มที่ฝรั่งเศสจะปราชัย สแตนตัน ทูตสหรัฐฯ และหัวหน้าหน่วยแมก (MAAG) ได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ สนับสนุนทางการทหารแก่ไทยเพิ่มขึ้น ต่อมา จอห์น เอฟ. ดัลเลส (John F. Dulles) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐฯ ได้เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีกลาโหมให้เพิ่มสนับสนุนทางการทหารแก่ไทย เขาให้เหตุผลสนับสนุนว่า ไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการต่อต้านการขยายตัวคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทยกำลังถูกคุกคามจากพวกคอมมิวนิสต์ตามพรมแดนในภาคอีสาน ( “Dulles to Wilson-The Secretary of Defense, 5 May 1953,” in Foreign Relations of the United States 1950 Vol.6, p. 666. )

ด้วยสถานการณ์ที่เลวร้ายต่อความต้องการของสหรัฐฯ ที่ต้องการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเอเชีย ทำให้ ไอเซนฮาวร์ อนุมัติแผนการสนับสนุนอย่างเร่งด่วนทางการทหารแก่ไทย ด้วยการส่งเสนาธิการทหารสนับสนุนการฝึกการใช้อาวุธ และเร่งให้การสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์แก่ไทย ( The Dwight D. Eisenhower Library, Paper as President of United States 1953-1961 (Ann Whitman file) box 4 NSC summery of discussion, Minutes of the 143 rd Meeting of the National Security Council, 6 May 1953 )

จากนั้น ดัลเลส ได้แจ้งต่อ พจน์ สารสิน ทูตไทยประจำสหรัฐฯว่า สหรัฐฯ จะให้ความช่วยเหลือในหลายรูปแบบแก่ไทย เช่น อาวุธ การส่งนายทหารระดับสูงเข้ามาให้ความช่วยเหลือ การส่งเจ้าหน้าที่ไปสังเกตุการณ์ชายแดนไทยถึงความเคลื่อนไหวของพวกคอมมิวนิสต์ที่ชายแดน และสหรัฐฯ จะส่งอาวุธ กระสุน ให้แก่ไทยอย่างเร่งด่วนที่สุด ( “Memorandum of Conversation by the officer in charge of Thai and Malayan Affaires (Landon), May 6 , 1953,” in Foreign Relations of the United States 1950 Vol.6, p. 672. )

รายงานการข่าวระดับสูงของสหรัฐฯ ขณะนั้นประเมินสถานการณ์ว่า หากเวียดมินห์บุกเข้าลาวจะทำให้ความสามารถในการต้านทานของไทยสิ้นสุดลง เนื่องจากกองทัพบกไทยแม้จะมีกำลังพลประมาณ 50,000 คน แต่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ต่ำกว่ามาตรฐานของสหรัฐฯ ส่วนตำรวจมีกำลังพล 38,000 คน แต่มีภาระกิจหน้าที่กว้างขวาง ตั้งแต่การรักษาความสงบภายใน และการรักษาชายแดน แต่ขาดแคลนอาวุธหนัก ไม่มีหน่วยฝึกเฉพาะ ขาดแคลนพาหนะ กล่าวสรุป สหรัฐฯ เห็นว่า กองทัพและตำรวจของไทยไม่สามารถปราบปรามคอมมิวนิสต์ที่จะแทรกซึมเข้ามาได้ ( NARA, CIA Records search Tool (CREST), CIA-RDP79T01146A001200150001-3, 19 May 1953, “NIE-96: Thailand’s Ability to withstand Communist Pressure or attacks”. )

ดังนั้นด้วยเหตุการณ์ที่แปรผันอย่างรวดเร็วในอินโดจีนทำให้ประธานาธิบดี ไอเซนฮาวร์ ได้อนุมัติแผนการของกระทรวงกลาโหมที่มีการคาดการณ์ตามทฤษฎีโดมิโนว่า การสูญเสียประเทศใดๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะนำไปสู่การสูญเสียทั้งภูมิภาค และย่อมมีผลกระทบที่ร้ายแรงต่อเสถียรภาพ และความมั่นคงของยุโรปด้วย ( The Pentagon Papers, p. 7. )

ต่อมาประธานาธิบดี ไอเซนฮาวร์ มอบหมายให้ ซี. ดี. แจคสัน (C.D. Jackson) ที่ปรึกษาประธานาธิบดีเตรียมการเสนอแผนการใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการจิตวิทยาเพื่อต้านคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( Dwight D. Eisenhower, Paper as President of United States 1953-1961 (Ann Whitman file) box 4 NSC summery of discussion, Minutes of the 143 rd Meeting of the National Security Council, 6 May 1953.)

เขาได้สอบถาม โรเบิร์ต คัตเลอร์ (Robert Cutler) ผู้ช่วยพิเศษของเขาถึงบุคคลที่เหมาะสมในการดำเนินงานแผนสงครามจิตวิทยาระหว่างไทยและสหรัฐฯ คัทเลอร์ได้เสนอ ชื่อ วิลเลี่ยม เจ. โดโนแวน (William J. Donovan) เป็นทูตสหรัฐฯประจำคนใหม่แทนสแตนตัน เนื่องจากโดโนแวนมีประสบการณ์ และมีความคุ้นเคยบุคคลสำคัญต่างๆ ในไทยมากกว่า เขาจึงมีความเหมาะสมที่จะดำเนินการประสานแผนการที่มีความหลากหลายระหว่างสหรัฐฯและไทยให้สำเร็จได้  ( The Dwight D. Eisenhower Library, White House Office, Office of the Special Assistant for National Security Affaire: Record 1952-1961 NSC series, Briefing Notes Subseries box 16 file: Southeast Asia (1953-1961), Memorandum for General Smith-Chairman of Operations Coordinating Board from Robert Cutler-Special Assistant to the President, 10 September 1953.; Memorandum by Robert Cutler , Special Assistant to The President for National Security Affaires to The Chairman of The Operations Coordination Board (Smith), 10 ,August 1953,” in Foreign Relations of the United States 1950 Vol.6, pp.686-687.; Brown, The Last Hero: Wild Bill Donovan, p. 824. )

วิลเลี่ยม เจ.โดโนแวน (2426-2502) เป็นทูตสหรัฐฯประจำไทยระหว่าง สิงหาคม 2496 - สิงหาคม 2497 เขาเป็นคนนิวยอร์ค จบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เคยเป็นอัยการ ต่อมาเดินทางมาตะวันออกไกลในปี 2463 เคยเป็นที่ปรึกษาเอกอัคราชทูตสหรัฐฯ ประจำญี่ปุ่น เคยเข้าไปลืบราชการลับในรัสเซียหลังการปฏิวัติ ประธานาธิบดีรูสเวลท์ได้ส่งไปยุโรปสืบราชการลับจากนาซี และทำหน้าที่สืบราชการลับตั้งแต่ปี 2483 (Brown, The Last Hero: Wild Bill Donovan. (New York: Vintage Books,1982), p. 824. )

กระแสข่าวการตั้ง โดโนแวน มาเป็นทูตสหรัฐฯ คนใหม่ประจำไทยได้สร้างความวิตกให้กับรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มากเนื่องจากรัฐบาล จอมพล ป. เห็นว่า โดโนแวน เคยให้การสนับสนุน “กลุ่มปรีดี” ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้รัฐบาลไทยระแวงว่า โดโนแวน จะสนับสนุนปรีดี พนมยงค์ ให้กลับมามีอำนาจทางการเมืองไทยอีก ด้วยเหตุนี้ โดโนแวน จึงแสดงออกต่อรัฐบาลว่า เขาไม่สนใจความขัดแย้งทางการเมืองภายใน และเขาไม่ใช่พวกปรีดี และได้แสดงให้รัฐบาลรู้ว่า ความเคลื่อนไหวของอดีตโอเอสเอสพยายามโค่นล้มรัฐบาล จอมพล ป. นั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาให้การสนับสนุนเลย ( Dwight D. Eisenhower Library, John Foster Dulles Paper 1951-1959, Personnel Series Box 1, Robertson to Secretary of State, Possible designation of General William Donovan as Ambassador to Thailand, 2 June 1953. )

ต่อมา สมิธ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้เรียก พจน์ สารสิน ทูตไทยประจำสหรัฐฯ มาพบเพื่อยั่งท่าทีไทยต่อการที่สหรัฐจะแต่งตั้ง โดโนแวน อีกครั้งหนึ่ง พจน์ได้โทรเลขด่วนกลับกรุงเทพฯ ไม่กี่วันหลังจากนั้น รัฐบาลไทยได้ตอบรับทูตสหรัฐฯ คนใหม่ ( กองสารบรรณ กระทรวงการต่างประเทศ I 0402 - 344 - 202 - 511 - 0005 ขอความเห็นชอบในการแต่งตั้งนายวิลเลี่ยม เจ. โดโนแวน เป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พจน์ สารสิน ถึง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ 28 มิถุนายน 2496 และ วรรณไวทยากร ถึง เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน 2 มิถุนายน 2493 ถวายสาส์น 4 กันยายน 2496 , “Memorandum of Conversation by the officer in charge of Thailand and Malayan Affaires (Landon), 29 July 1953,” in Foreign Relations of the United States 1950 Vol.6, pp.679-680. )

ภารกิจสำคัญที่ประธานาธิบดี ไอเซนฮาวร์ มอบหมายให้ วิลเลี่ยม โดโนแวน ปฏิบัติการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะต่อในไทย คือการสร้าง“ป้อมปราการ” (Bastion of resistance) ของการต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหรัฐฯ ประจำภูมิภาคขึ้นในไทย โดยให้เขาดำเนินงานร่วมกับหลายหน่วยงานของสหรัฐฯ ดังนั้นเขาจะต้องทำงานประสานงานหลายหน่วยงานทางลับในปฏิบัติการทางสงครามจิตวิทยาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความเป็นไปได้ที่จะให้สหรัฐฯ เข้ามาปฏิบัติการหลายรูปแบบในไทยและให้ใช้ประโยชน์จากคนไทยให้มากที่สุด เพื่อรองรับภารกิจอื่นๆ ของสหรัฐฯในภูมิภาคที่จะมีต่อไป ( The Dwight D. Eisenhower Library, White House Office, Office of the Special Assistant for National Security Affaire : Record 1952-1961 NSC series, Briefing Notes Subseries box 16 file: Southeast Asia (1953-1961), Memorandum for General Cutler from W.B. Smith, 11 September 1953.; Anthony Cave Brown, The Last Hero: Wild Bill Donovan, p. 824. )

เขาเห็นว่า ภารกิจใหม่ของเขาในไทย คือ “เอกอัครราชทูตนักรบ” (Warrior-Ambassador) ( Ibid., pp. 822-823 )

“เอกอัครราชทูตนักรบ”กับการสร้าง “ป้อมปราการ” ทางการทหารในไทย

สาเหตุสำคัญที่สหรัฐฯ เลือกไทยเพื่อสร้างป้อมปราการในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ไม่แต่เพียงภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมเท่านั้น แต่ซีไอเอได้เคยรายงานมุมมองของสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯต่อไทยว่า ที่ผ่านมาไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศตามสหรัฐฯ โดยไทยได้ยอมรับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการทหารจากสหรัฐฯ และไทยไม่พยายามเข้าไปมีอิทธิพลเหนือประเทศเพื่อนบ้านมากเกินไปจนกระทั่งถูกมองจากประเทศอื่นๆ ว่าไทยเป็นรัฐบริวารของสหรัฐฯ ดังนั้น ไทยจึงมีความเหมาะสมในทางยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ จะดำเนินการสร้างป้อมปราการต่อต้านคอมมิวนิสต์ให้เกิดขึ้น ( NARA, CIA Records search Tool (CREST), CIA-RDP80R01443R000100300007-2, 13 August 1953, “NSC briefing Thailand”. )

ต่อมาต้นเดือนสิงหาคม 2496 สภาความมั่นคงสหรัฐฯ ได้อนุมัติให้ใช้แผนสงครามจิตวิทยาในประเทศไทย (U.S. Psychological Strategy based on Thailand) โดยโดโนแวนเป็นผู้ริเริ่มที่สำคัญในการเสนอแผนสงครามจิตวิทยาต่อไทย (“Memorandum of Conversation at the 161 st Meeting of the National Security , 9 August 1953,” in Foreign Relations of the United States 1950 Vol.6, p. 685.; Dwight D. Eisenhower Library, White House Office, National Security Council Staff: Papers, 1948-1961, Operations Coordinating Board Central File Service Box 2, Memorandum for James S. Lay, Jr.-Executive Secretary National Security Council, Special Report on Thailand, 12 July 1954. )

แผนสงครามจิตวิทยานี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณประจำปี 1954 จำนวน 1,500,000 ดอลาร์ ( The Dwight D. Eisenhower Library, White House Office, Office of the Special Assistant for National Security Affaire: Record, 1952-1961 NSC series, Briefing Notes Subseries box 16 file: Southeast Asia (1953-1961), U.S. Psychological Strategy based on Thailand, 8 September 1953. )

โดยมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม สำนักข่าวสารอเมริกัน (USIA) และซีไอเอ ( The Dwight D. Eisenhower Library, White House Office, Office of the Special Assistant for National Security Affaire: Record, 1952-1961 NSC series, Briefing Notes Subseries box 16 file: Southeast Asia (1953-1961), Memorandum for General Smith-Chairman of Operations Coordinating Board from Robert Cutler-Special Assistant to the President, 10 September 1953. )

ภาระกิจสำคัญของแผนสงครามจิตวิทยาในไทย คือสหรัฐฯมีความต้องการทำให้กองทัพ และประชาชนไทยให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ด้วยการลดทอนโอกาสที่ไทยจะถูกคุกคามจากคอมมิวนิสต์ การให้ความช่วยเหลือทางการทหาร และขยายปฏิบัติการกองกำลังกึ่งทหาร (Para-military)เพื่อทำให้ไทยกลายเป็น “ป้อมปราการ” ทางการทหาร 

การให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจระยาวที่มุ่งเน้นไปยังภาคอีสานเพื่อลดทอนการต่อต้านสหรัฐฯ การใช้โครงการจิตวิทยาทำให้คนไทยมีความผูกพันธ์เป็นหนึ่งเดียวเพื่อให้ความร่วมมือและสนับสนุนในสิ่งที่สหรัฐฯต้องการ อีกทั้งการขยายกิจกรรมของสหรัฐฯ ในไทยผ่านแผนสงครามจิตวิทยา และการกระตุ้นให้ไทยขยายโครงการสงครามกองโจร และกองกำลังกึ่งทหารตลอดจนการทำให้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการสงครามจิตวิทยาตลอดทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อขยายอิทธิพลของสหรัฐฯต่อไป ( “U.S. Psychological Strategy Based on Thailand”(PSB-D23), 14 ,August 1953,” in Foreign Relations of the United States 1952-1954 Vol.12,(Washington : Government Printing Office,1987), pp. 688-691. )

ในรายงานของ พล.ต.วิลเลี่ยม เอ็น. กิลโมร์ (Maj. Gen William N. Gillmore) หัวหน้าแมคได้ประเมินว่า ความสามารถในการรักษาความมั่นคงภายใน และภายนอกของไทยมีไม่เพียงพอ ดังนั้นสหรัฐฯจะต้องให้ความช่วยเหลือทางอาวุธ และที่ปรึกษาทางการทหารแก่รัฐบาลไทยซึ่งยังผูกพันธ์กับการต่อต้านคอมมิวนิสต์ 

โดยทั่วไปแล้วคนไทยนิยมและนับถือคนอเมริกัน สังคมไทยไม่มีปัญหาความยากจน และความรู้สึกต่อต้านอาณานิคม ส่วนนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีมีความนิยมสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้ไทยสามารถที่จะเป็นแหล่งทรัพยากร และฐานปฏิบัติการจิตวิทยาที่ตอบสนองผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคได้เป็นอย่างดี ( “Gillmore-The Chief of the Joint Military Mission to Thailand to The Joint Chief Staff, 30 September 1953,” in Foreign Relations of the United States 1952-1954 Vol.12, pp. 695-697. )

ต่อมา โดโนแวน ทูตสหรัฐฯ ประเมินว่ารัฐบาลไทยมีทัศนคติที่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ และยอมรับคำแนะนำและข้อเสนอแนะจากสหรัฐฯ รัฐบาลไทยยังคงต้องการความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและอาวุธจากสหรัฐฯ ( NARA, RG 59 Central Decimal File 1950-1954 box 4187, Donovan to Secretary of State, 17 October 1953. )

ส่วนรายงานของคณะกรรมาธิการพิเศษของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯประเมินว่า ไทยยังคงมีเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แม้ไทยจะมิได้เป็นประชาธิปไตย แต่ไทยมีองค์ประกอบที่เข้มแข็งจากการมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ทำให้ไทยมีความเหมาะสมที่สหรัฐฯ จะใช้เป็นพันธมิตรที่มีประสิทธิภาพได้ ในขณะที่ประเทศในแถบนี้ส่วนใหญ่มีนโยบายต่างประเทศเป็นกลาง สำหรับท่าทีของไทยนั้นมีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมกับประเทศที่มีความเข้มแข็งทางการทหารมากกว่า ในรายงานเสนอให้สหรัฐเพิ่มความช่วยเหลือทางการทหารแก่ไทยให้มากขึ้น และย้ำว่าการให้ความช่วยเหลือจะให้กับประเทศที่อยู่ฝ่ายสหรัฐฯ มากกว่าให้ประเทศที่เป็นกลาง ( Special Study Mission to Southeast Asia and The Pacific report by Walter H. Judd, Minnesota; Margerite Stitt Church, Illinois; E. Ross Adair, Indiana; Clement J. Zablocki, Wisconsin, 29 January 1954, printed for the used of the Committee on Foreign Affaire,( WashingtonD.C.: United States Government Printing Office, 1954), pp. 56-59.)

การประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ครั้งหนึ่งในปี 2497 เห็นว่า หากสหรัฐฯ สูญเสียเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีผลกระทบต่อหลายประเทศในโลกเสรี เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นแหล่งทรัพยากร ธรรมชาติที่สำคัญ เช่น ยาง ดีบุก ข้าว การผลิตน้ำมัน และสินค้ายุทธปัจจัย รวมทั้งศักยภาพของการเป็นตลาดให้กับสินค้าอุตสาหกรรมจากประเทศในโลกเสรี 

ดังนั้น วัตถุประสงค์ของสหรัฐฯ คือ การปกป้องและโน้มน้าวให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมมือกับประเทศโลกเสรี สำหรับนโยบายของสหรัฐฯต่อไทย คือ การทำให้การเมืองไทยมีเสถียรภาพ และทำให้ไทยยังคงผูกพันธ์กับสหรัฐฯ ต่อไป ด้วยการควบคุมทิศทางการทหาร เศรษฐกิจ ความช่วยเหลือทางเทคนิค และการสนับสนุนโครงการโฆษณาชวนเชื่อ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมรวมทั้งปฏิบัติการลับต่อไป ( NARA, RG 84 box 2, Top Secret General Record 1947-1958, Statement of Policy by the National Security Council on United States objectives and courses of action with respect to Southeast Asia ,1954 )

ด้วยเหตุที่การตัดสินใจด้านการทหารของสหรัฐฯ ขณะนั้น ตั้งอยู่บนข้อมูลและคำแนะนำจากชุมชนของสายลับของสหรัฐฯ ( The Pentagon Papers, p.6 . )

ทำให้ตลอดระยะเวลาที่ โดโนแวน ดำรงตำแหน่งทูตสหรัฐฯ ประจำไทย เขาดำเนินการตอบสนองต่อความต้องการของสหรัฐฯ เป็นอย่างดี โดยการเรียกร้องให้สหรัฐฯให้การสนับสนุนทางการทหารแก่ไทยให้มากขึ้นควบคู่ไปกับการผลักดันให้ซีไอเอมีการขยายกลไกในไทยอย่างกว้างขวาง โดยเขาได้เริ่มจากการประสานกับอดีตโอเอสเอสกลุ่มเล็กๆ และทำการขยายเครือข่ายปฏิบัติการของซีไอเอออกไป จากนั้นเขาได้ใช้วิธีสมัยใหม่ทางการเมือง และการทหารในการปราบปราบการก่อกบฏ และการต่อต้านคอมมิวนิสต์ภายในและตามชายแดนของไทย ( iIbid., p. 825 )

ในช่วงที่เขาปฏิบัติหน้าที่ทูตสหรัฐฯ เขาได้ริเริ่มงานหลายประการ เช่น การจัดตั้งหมู่บ้านการทหาร การใช้สื่อสารมวลชนสมัยใหม่ทำสงครามจิตวิทยา การให้การสนับสนุนอาวุธสมัยใหม่ เครื่องบินไอพ่น และเรือเร็วให้กับกองทัพและตำรวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกอบรมให้กับตำรวจ และการจัดตั้งการข่าวทางการทหารขึ้นในประเทศไทย (Ibid., p. 825. )

ในสายตาของทูตอังกฤษได้ประเมินอิทธิพลของสหรัฐฯ ต่อไทยในช่วงเวลานั้นว่า สหรัฐฯมีอิทธิพลต่อไทยทางเศรษฐกิจ และการทหารมากขึ้น เห็นได้จากการที่สหรัฐฯส่งบุคคลสำคัญเดินทางมาไทยหลายคน เช่น รองประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ,วุฒิสมาชิก วิลเลี่ยม โนวแลนด์ (William F. Knownland) รวมทั้งการส่ง โดโนแวน มาเป็นทูตประจำไทยนั้นย่อมสะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐฯมีความต้องการมีอิทธิพลโดยตรงต่อไทย โดยสหรัฐฯต้องการเปลี่ยนให้ไทยเป็น“ป้อมปราการ”ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค ทูตอังกฤษสรุปว่า การดำเนินการต่างๆ ของสหรัฐฯในไทยเป็นนโยบายต่างประเทศที่สำคัญของวอชิงตัน ดี.ซี. ( NA, FO 371/112261, Wallinger to Foreign Office, Annual Report on Thailand for 1953, 18 January 1954. )

เพนตากอนกับการสถาปนาอำนาจให้กลุ่มทหาร

ประธานาธิบดี ไอเซนฮาวร์ ได้ส่งสัญญาณสองช่วงในต้นปี 2497 ให้ฝรั่งเศสทราบว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะช่วยเหลือฝรั่งเศสด้วยการเข้าแทรกแซงอินโดจีนด้วยกำลัง แม้ว่าขณะนั้นกองทัพฝรั่งเศสจะอ่อนกำลังลงในอินโดจีนแล้วก็ตาม การส่งสัญญาณจากสหรัฐฯ ให้กับฝรั่งเศสช่วงแรกเริ่มต้นในเดือนมีนาคมซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่เดียนเบียนฟูจะแตก เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่ต้องการให้ฝรั่งเศสแพ้เพื่อให้ฝรั่งเศสสามารถรักษาสถานภาพของการเป็นหนึ่งในสามมหาอำนาจต่อไป ( Kahin, Intervention: How American become involved in Vietnam, p. 3.; The Pentagon Papers, p. 5-7. )

ต่อมาสหรัฐฯส่งสัญญาอีกครั้ง ในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากสหรัฐฯไม่เห็นด้วยกับการเปิดการเจรจาสงบศึกของฝรั่งเศสกับเวียดมินห์ แต่ฝรั่งเศสขณะนั้นไม่สามารถต้านทานการโจมตีของกองทัพเวียดมินห์ได้อีกต่อไป จึงนำไปสู่การเจรจาสงบศึก ณ กรุงเจนีวาที่เกิดขึ้นในปลายเดือนเมษายน แต่สุดท้ายแล้ว ฝรั่งเศสจำต้องลงนามยุติการรบกับเวียดมินห์จนไปสู่การแบ่งเวียดนามออกเป็น 2 ส่วน คือ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ที่เส้นขนานที่ 17 จากเหตุการณ์นี้ทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดี ไอเซนฮาวร์ ได้สร้างแนวคิดทฤษฎีโดมิโนส่งผลให้สหรัฐฯ มีนโยบายจะเข้ามามีบทบาทต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (David L. Anderson, Trapped by Success: The Eisenhower Administration and Vietnam, 1953-1961,(New York: Columbia University Press, 1991), p. 73 )

ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์มีความคิดว่าหากสหรัฐฯสูญเสียอินโดจีนจะนำไปสู่การสูญเสียเสียไทย พม่า มาเลซีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดในเวลาต่อไป ( Dwight D. Eisenhower, Mandate For Change, 1953-1956,(New York: Doubleday & Company, 1963), p. 333 )

ด้วยเหตุนี้สหรัฐจึงได้ให้ความช่วยเหลือทางการทหารเพิ่มให้แก่กลุ่มทหารไทย ตั้งแต่ปี 2495, 2496 และ 2497 มีมูลค่า 12,000,000 ดอลลาร์ 55,800,000 ดอลลาร์ และ 38,900,000 ดอลลาร์ตามลำดับ ( Surachart Bamrungsuk, United States Foreign Policy and Thailand Military Rule 1947– 1977, p. 57. )

อีกทั้งกลุ่มทหารยอมรับให้จัสแมค (JUSMAG) มีฐานะที่ปรึกษาทางการทหาร และสามารถส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปในหน่วยงานต่างๆของกองทัพไทย จากนั้นกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และกลุ่มทหารไทยร่วมกันก่อตั้งกองบินยุทธศาสตร์สำหรับชายแดนไทยขึ้น ( พล.อ. จิระ วิชิตสงคราม, “การช่วยเหลือทางการทหารของสหรัฐอเมริกา,” กลาโหม 1, 1 (มกราคม 2497): 76.; หจช.บก.สูงสุด 7 / 5 กล่อง 4 รวมเรื่องเกี่ยวกับยศทหาร เช่น กฎหมาย ข้อบังคับการแต่งตัว ข่าวเกี่ยวกับการแต่งตั้งทหาร ฯลฯ (5 กุมภาพันธ์ 2495 – 5 เมษายน 2500), บันทึกย่อรายงานการประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 3 เมื่อ 27 เมษายน 2497.; Brown, The Last Hero: Wild Bill Donovan, p. 826. )

ในต้นเดือนเมษายน 2497 พล.ร.อ.เออร์สกิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงกลาโหมฝ่ายปฏิบัติการพิเศษ สหรัฐฯ เรียกร้องให้ซีไอเอขยายบทบาทที่อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการลับในไทยให้มากขึ้น เนื่องจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เห็นว่า ที่ผ่านมาบทบาทของซีไอเอจำกัดบทบาทเพียงปฏิบัติการสงครามกองโจรต่อต้านคอมมิวนิสต์เท่านั้น ( NARA, RG 84 box 1, Top Secret General Records 1947-1958, Memorandum G.B. Erskine to Donovan, 6 April 1954. )

ต่อมาสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ มีนโยบายสนับสนุนให้รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการทำให้เกิดเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ไทยผูกพันธ์กับการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค และเป็นมิตรกับโลกเสรีต่อไป โดยสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนทางการทหาร เศรษฐกิจ เทคนิคอย่างเหมาะสม และให้ความสำคัญกับการโฆษณาชวนเชื่อในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ และปฏิบัติการลับของไทยในประเทศเพื่อนบ้านต่อไป (Dwight D. Eisenhower Library, White House Office, National Security Council Staff: Papers 1948-1961, Operations Coordinating Board Central File Service Box 2 , Memorandum for James S. Lay, Jr.-Executive Secretary National Security Council, Special Report on Thailand, 12 July 1954. )

อย่างไรก็ตามรายงานสำหรับประธานาธิบดี ไอเซนฮาวร์ ขณะนั้น ได้ประเมินความสามารถทางการทหารของไทยขณะนั้นยังคงอยู่ในระดับศูนย์ แม้ว่าสหรัฐฯจะให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่กลุ่มทหารที่ผ่านมาหลายปีก็ตาม แต่กลุ่มทหารสร้างแต่เรื่องอื้อฉาว ( Library of Congress, CK3100297663, October 1954, Thailand: An American Dilemma. )

ซีไอเอกับการสถาปนาอำนาจให้กลุ่มตำรวจ

สาเหตุที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนกลุ่มตำรวจเพื่อทำหน้าที่ปฏิบัติการลับ และการรักษาชายแดนที่ประชิดกับอินโดจีน เนื่องจากสนธิสัญญาระหว่างไทย-ฝรั่งเศสที่ทั้งสองฝ่ายลงนามตั้งแต่ปี 2436 นั้นได้ห้ามทั้งสองประเทศมีกำลังทหารตามชายแดนในรัศมี 25 กิโลเมตร ดังนั้นกองทัพจึงไม่สามารถทำหน้าที่รักษาดินแดนในบริเวณดังกล่าวได้ ด้วยเหตุนี้ สภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ เห็นว่า กลุ่มตำรวจของ พล ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ มีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติการลับ และเปิดที่รับภารกิจใหม่ในการจารกรรมและการรบแบบกองโจรมากกว่าทหารที่ถนัดการรบในแบบ จึงมอบหมายให้ซีไอเอปรับปรุงกำลังตำรวจด้วยการผลักดันให้จัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้น เช่น ตำรวจพลร่มเพื่อให้ตำรวจมีกำลังที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะทั้งการรุกและการรับ มีความสามารถแทรกซึมไปจารกรรมแนวหลังของข้าศึกได้ รวมทั้งการสนับสนุนจัดตั้งตำรวจตระเวนชายแดนเพื่อดูแลชายแดนของไทยแทนทหาร ( Lobe and Morell, “Thailand’s Border Patrol Police: Paramilitary Political Power,” in Supplemental Military Forces: Reserve, Militarias, Auxiliaries, eds. Louis A. Zurcher and Gwyn Harries Jenkins(Berverly Hills and London: SAGE, 1978), p.158.; Lobe, United States National Security Policy and Aid to The Thailand Police, p. 20-23.; พล.ต.ต นายแพทย์ นคร ศรีวาณิช, กำเนิดพลร่มไทย,หน้า 3.; พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา, “บันทึกความทรงจำ,” ใน 40 ปี ตชด.(6 พฤษภาคม 2536), หน้า 39.; ต่อมา เมื่อกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน(ตชด.)ย้ายไปหัวหินในปี 2496 ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับตชด.ได้เริ่มขึ้น (Lobe, United States National Security Policy and Aid to The Thailand Police, p. 24).

ด้วยเหตุที่ปฏิบัติการของซีไอเอในไทย และภูมิภาคเป็นการหาข่าวเพื่อช่วยการกำหนดนโยบายของสหรัฐฯ ส่งผลให้หน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯ ที่อยู่ในไทยทั้งในสถานทูตฯ และหน่วยงานนอกสถานทูตฯ ในรูปแบบกิจกรรมต่างๆ ซึ่งมีมากมายจนกระทั่ง “เกลื่อนไปหมด” ( พ.ต.อ.พุฒ บูรณสมภพ, ชัยชนะและความพ่ายแพ้ของบุรุษเหล็กแห่งเอเชีย, (กรุงเทพฯ: ไม่ปรากฎปีพิมพ์), หน้า 207. )

ทั้งนี้ปฏิบัติการของซีไอเอมีทั้งการหาข่าว การส่งอาวุธ การใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการลับ การสนับสนุนกลุ่มการเมืองต่างๆ การโฆษณาชวนเชื่อ ภารกิจเหล่านี้เป็นความลับมาก ( ประดาบ พิบูลสงคราม, “ซี.ไอ.เอ กับประเทศไทย,” สราญรมย์ 24 ( 2517): 334. )

ในปี 2495 ซีไอเอได้ส่งเจ้าหน้าที่จำนวน 76 คน แฝงเข้ามาเป็นพนักงานของซีสัพพลายเพื่อฝึกการรบให้ตำรวจและมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการลับอีกกว่า 200 คนนำโดยจอห์น ฮาร์ท (John Hart) หัวหน้าเจ้าหน้าที่ซีไอเอซึ่งมีความสนิทสนมกับ พล ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เขาจึงให้การสนับสนุนกลุ่มตำรวจอย่างเต็มที่

จอห์น ฮาร์ท เคยร่วมงานกับโดโนแวน ทูตสหรัฐฯ เมื่อครั้งที่โดโนแวนเป็นหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯ หรือโอเอสเอสในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาในช่วง 2495 หน่วยงานของซีสัพพลายได้ขยายตัว รวมทั้งความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่าง พล ต.อ.เผ่า ศรียานนท์กับเขา นอกจากนี้ ทั้งคู่มีผลประโยชน์ร่วมทางการเงิน และธุรกิจนอกกฎหมาย เช่น การค้าประเวณีในกรุงเทพฯ (Lobe, United States National Security Policy and Aid to The Thailand Police, p. 24.; E. Thadeus Flood, The United States and the Military Coup in Thailand : A Background Study,[California: Indochina Resource Center, 1976], p. 1).

ด้วยเหตุที่สหรัฐฯ มีแผนกำหนดให้ตำรวจพลร่มรับผิดชอบปฏิบัติการลับ และสงครามนอกแบบ โดโนแวน ทูตสหรัฐฯ จึงแนะนำให้รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง ชื่อว่า “คณะกรรมการนเรศวร” เป็นเสมือนผู้ว่าจ้างซีสัพพลายให้ทำงานตามโครงการที่ซีไอเอให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มตำรวจเพื่อเป็นการอำพรางบทบาทของซีไอเอ ดังนั้น การฝึกและความช่วยเหลือของซีไอเอจึงเป็นความลับ อาวุธที่ซีไอเอส่งมาให้แก่กลุ่มตำรวจมีปืนคาร์ไบน์ ปืนมอร์ต้า ปืนต่อต้านรถถัง ระเบิดมือ อุปกรณ์เสนารักษ์ ร่มชูชีพ อุปกรณ์ตั้งค่ายที่พัก ตลอดจนปืนใหญ่ รถถัง และเฮลิคอปเตอร์ ( พล.ต.ต นายแพทย์ นคร ศรีวาณิช, กำเนิดพลร่มไทย, หน้า 2, 8, 76-77. ) 

คณะกรรมการนเรศวร มีสมาชิกในคณะรัฐประหารหลายคนเข้าร่วม เช่น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ,จอมพลถนอม กิตติขจร ,พล ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ,จอมพลอากาศฟื้น ,รณนภากาศ ฤทธาคนี ,พล ร.ต.หลวงชำนาญอรรถยุทธ์ สำหรับวิชาที่ซีไอเอฝึกให้ตำรวจ เช่น ความรู้เกี่ยวกับอาวุธ การใช้อาวุธ การรบนอกแบบ การหาข่าว การกระโดดร่ม แผนที่ การปฐมพยาบาล อาวุธที่ใช้ประจำกายและประจำหน่วยพลร่มและตำรวจตระเวนชายแดน เช่น ปืน M3-A คาร์ไบน์ บราวนิ่ง ปืนน้ำหนักเบา บาซูก้า มอร์ต้า ระเบิดมือ และวัตุระเบิดอื่นๆ ( .; Lobe , United States National Security Policy and Aid to The Thailand Police, p. 23 )

ต่อมาสหรัฐฯได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ได้ตรวจค่ายปฏิบัติการค่ายนเรศวรที่ฝึกตำรวจพลร่มและตำรวจตระเวนชายแดนหลายคน เช่น อัลแลน เวลช์ ดัลเลส (Allen Welsh Dulles) ผู้อำนวยการซีไอเอ แมกซ์ บิชอป (Max Bishop) ทูตสหรัฐฯ ประจำไทยคนถัดมา และ พล.ร.อ.เออร์สกิน ผู้แทนประธานาธิบดี ฝ่ายกิจการทหาร เป็นต้น ( พล.ต.ต นายแพทย์ นคร ศรีวาณิช, กำเนิดพลร่มไทย, หน้า 225-226. อัลแลน ดัลเลส ผู้อำนวยการซีไอเอได้กล่าวชมค่ายนเรศวรว่า “…ผลงานที่ข้าพเจ้าได้เห็นนี้เป็นความชำนาญที่ยากจะหาเสมอเหมือน และยังเป็นการดำเนินกิจการที่นับว่าเป็นเอก ข้าพเจ้าภูมิใจที่มีส่วนร่วมในกิจการนี้ …”ส่วนบุคคลสำคัญอื่นๆที่มาเยี่ยมชม เช่น วอลเตอร์ พี. คูสมูล ( Walter P. Kusmule) ผู้จัดการบริษัทซีสัพพลายสาขาซีไอเอ อัลเฟรด ซี. อีลเมอร์ จูเนียร์( Alfred C. Ulmer Jr.) เจ้าหน้าที่ซีไอเอ พ.อ.แฮร์รี แลมเบิร์ต(Harry Lambert)หัวหน้าคณะเสนาธิการทหารประจำ ฮาวาย พ.อ.อีเดน เอฟ.สวิฟท์(Eben F. Swift)กองทหารพลร่มที่ 3 พ.อ.โรเบิร์ต เอช. ซิมเมนน์(Robert H. Zimmemn)ที่ปรึกษาทางการทหารประจำไทย; หจช.(3) สร. 0201.21.3/101 กล่อง 5 นายอลัน ดัลเลส ผู้อำนวยการองค์การซีไอเอ (8-11 กันยายน 2499).

ดังนั้นความช่วยเหลือของซีไอเอมีผลทำให้กลุ่มตำรวจของ พล ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ มีอำนาจทางการเมืองมากขึ้น ( Flood, The United States and the Military Coup in Thailand: A Background Study, p. 1. )

ทั้งนี้กำลังพลของตำรวจของ พล ต.อ.เผ่าในปี 2496 นั้นประกอบ ด้วย ตำรวจพลร่มจำนวน 300 คน และตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 4,500 คน ซึ่งกองกำลังตำรวจที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนนี้ติดอาวุธประจำกาย และประจำหน่วยที่ทันสมัย มีวิทยุสนาม ทำให้ตำรวจหน่วยนี้มีความสามารถในการปราบปรามความไม่สงบ การหาข่าว ทำการปฏิบัติการต่อสู้ และลาดตระเวนตลอดแนวชายแดนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ( “Lansdale Memo for Taylor on Unconventional Warfare, July 1961,” in The Pentagon Papers, p.133-134.; Lobe and Morell, “Thailand’s Border Patrol Police: Paramilitary Political Power,” Supplemental Military Forces: Reserve, Militarias, Auxiliaries, p. 157. )

ต่อมาในช่วง 2498 - 2499 พล.ต.อ.เผ่า มีกำลังตำรวจทั้งหมดทั่วไประเทศถึง 48,000 คนแบ่งเป็นตำรวจในกรุงเทพฯ จำนวน 10,000 คน การที่ตำรวจของ พล ต.อ.เผ่ามีอาวุธประจำกาย และอาวุธหนักรวมทั้งรถถังที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุน ( Flood, The United States and the Military Coup in Thailand: A Background Study, p. 1.)

ตรงข้ามกับกลุ่มทหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในขณะนั้น เขามีทหารเพียง 45,000 คน และมีอาวุธที่ล้าสมัยกว่า เนื่องจากที่ผ่านมาที่ปรึกษาการทหารจากสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะให้อาวุธแก่กลุ่มทหารอย่างที่กลุ่มตำรวจได้รับ ( Alfred W. McCoy, The Politics of Heroin in Southeast Asia,(New York: Harper Colophon Books, 1973), p.138. ) 

ตำรวจนายหนึ่งได้บันทึกความก้าวหน้าของตำรวจไทยขณะนั้นว่า “…กำลังตำรวจของเราเป็นหน่วยแรกและหน่วยเดียวในขณะนั้นที่มีเครื่องแต่งกาย มีเครื่องใช้ประจำกายดีเท่ากำลังพลสหรัฐและมีเครื่องใช้ประจำหน่วยก็เหมาะสมกับภูมิประเทศและเหตุการณ์ ตลอดจนอาวุธยุทธภัณฑ์ที่สมบูรณ์ทันสมัยกว่าหน่วยอื่นๆในสมัยนั้น..” (พล.ต.ต.ทักษ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุทธยา, “บันทึกความทรงจำ,” ใน 40 ปี ตชด.(6 พฤษภาคม 2536), [กรุงเทพฯ: กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน,2536], หน้า 75).

ต่อมา 2497 สหรัฐฯให้ความช่วยเหลือด้วยการมอบอุปกรณ์สื่อสาร และอุปกรณ์ในการสืบราชการลับเพื่อหาข่าวให้แก่กลุ่มตำรวจเพิ่มเติมตลอดจนการสนับสนุนการตั้งกรมประมวลราชการแผ่นดินซึ่งเป็นหน่วยงานทำหน้าที่ข่าวกรองเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการหาข่าวนี้ ยิ่งทำให้กลุ่มตำรวจมีศักยภาพเหนือกว่ากลุ่มทหารมีส่วนทำให้กลุ่มทหารเริ่มหวาดระแวงกลุ่มตำรวจมากยิ่งขึ้น ( Lobe, United States National Security Policy and Aid to The Thailand Police, p. 23.; พ.ต.อ.พุฒ บูรณสมภพ , 13 ปี กับบุรุษเหล็กแห่งเอเชีย, หน้า 171.; พล.ต.ท.ชัยยงค์ ปฏิพิมพาคม, อธิบดีตำรวจสมัยหนึ่ง, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แพร่พิทยา, 2522), หน้า 79 )

ความช่วยเหลือจากสหรัฐฯกับการแข่งขันระหว่างกลุ่มตำรวจและกลุ่มทหาร

ความช่วยเหลือของสหรัฐฯ มีส่วนทำให้การแข่งขันระหว่างกลุ่มตำรวจที่นำโดย พล ต.อ.เผ่า ศรียานนท์และกลุ่มทหารที่นำโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีความรุนแรงมากขึ้น เช่น กรณีการจัดตั้งหน่วยพลร่ม (Parachute Battalion) ในเบื้องแรก จอมพลสฤษดิ์ ให้ความสนับสนุนเป็นอย่างดี เนื่องจากเขาหวังว่าหน่วยดังกล่าวจะกลายเป็นฐานกำลังของกลุ่มทหารต่อไป แต่ปรากฎว่าต่อมาหน่วยพลร่มได้กลายเป็นฐานกำลังให้กับกลุ่มตำรวจแทน อีกทั้งการสรรหาบุคลากรในการฝึกที่เคยมาจากหลายหน่วยงานเช่น กองทัพบก กองทัพเรือ และตำรวจได้เปลี่ยนแปลงไป

ต่อมาหลัง 2496 กองทัพถูกกันออกจากการฝึกตามหลักสูตรพลร่มทั้งหมดได้สร้างความไม่พอใจให้กับจอมพลสฤษดิ์ และกลุ่มทหารเป็นอย่างมาก ( NARA, RG 469 Entry Thailand subject files 1950-1957 box 7, Charles N. Spinks to Secretary of State , 6 October 1952.; Conversation with General Sarit Thanarat.; Memorandum of Conversation with General Sarit , General Thanom and Colonel Gerald W. David-MAAG, 4 October 1952.; พันศักดิ์ วิญญรัตน์, CIA ข่าวจากสกลนคร: ของฝากถึงสภาความมั่นคงแห่งชาติ,” สังคมศาสตร์ปริทัศน์ (กุมภาพันธ์ 2517): 17-18. )

ทั้งนี้ไม่แต่เพียงความจำเป็นที่มาจากข้อสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศสเท่านั้นที่ทำให้สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนกลุ่มตำรวจอย่างมากเท่านั้น แต่สาเหตุอีกประการมาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่าง พล ต.อ.เผ่า จอมพลสฤษดิ์ และเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯด้วย โดย โดโนแวน ทูตสหรัฐฯ มีส่วนสำคัญในทำให้เกิดการเผชิญหน้าทางการเมืองกันระหว่างกลุ่มทหารและกลุ่มตำรวจ เนื่องจากในระหว่างที่เขาเป็นทูตสหรัฐฯ ประจำไทย เขาให้ความสนิทสนมกับกลุ่มตำรวจของ พล ต.อ.เผ่า มากกว่ากลุ่มทหารของจอมพลสฤษดิ์ 

ดังนั้น โดโนแวน ทูตสหรัฐฯ และฮาร์ท หัวหน้าเจ้าหน้าที่ซีไอเอกับบรรดาเจ้าหน้าที่ของซีไอเอในไทยจึงให้สนับสนุนกลุ่มตำรวจมากกว่า ทำให้กลุ่มตำรวจของ พล ต.อ.เผ่า สามารถมีกองกำลังที่เข้มแข็งทัดเทียมกับกลุ่มทหาร ( Flood, The United States and the Military Coup in Thailand: A Background Study, p. 2, 129.; Lobe, United States National Security Policy and Aid to The Thailand Police, pp. 23-24 )

อย่างไรก็ตามการที่ ซีไอเอ เล่นบทสำคัญในปฏิบัติการลับ และทุ่มความช่วยเหลือให้กับกลุ่มตำรวจ ทั้งอาวุธเบา และอาวุธหนักนั้นสร้างความไม่พอใจให้กับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน กระทรวงกลาโหมได้เริ่มท้าทายบทบาทของซีไอเอที่มีอิทธิพลเหนือไทย ด้วยความช่วยเหลือให้กับกลุ่มทหารของจอมพลสฤษดิ์อย่างมากในเวลาต่อมาด้วยเช่นกัน ( Flood, The United States and the Military Coup in Thailand: A Background Study, p. 1. )

แม้ว่าอดีตที่ปรึกษาประธานาธิบ ดีไอเซนฮาวร์ คนหนึ่งเคยแนะนำ โดโนแวน ทูตสหรัฐฯว่า อย่าให้ความ สำคัญเฉพาะแต่กลุ่มตำรวจของ พล ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มทหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ด้วย แม้ในเวลาต่อมา โดโนแวน จะพยายามกระจายความช่วยเหลือทางการทหาร และสมานไมตรีกับกลุ่มทหารของจอมพลสฤษดิ์ก็ตาม แต่การแข่งขันทางการเมืองระหว่างกลุ่มตำรวจของ พลต.อ.เผ่า และกลุ่มทหารของจอมพลสฤษดิ์ก็บาดหมางเกินกว่าที่โดโนแวนจะช่วยเยียวยาความขัดแย้งได้ และมีความเป็นไปได้ว่ายิ่งซีไอเอช่วยเหลือกลุ่มตำรวจมากเท่าใด กลุ่มทหารยิ่งใกล้ชิดจัสแมกมากขึ้นเท่านั้น ( พันศักดิ์ วิญญารัตน์, “CIA ข่าวจากสกลนคร: ของฝากถึงสภาความมั่นคงแห่งชาติ,”: 19.; ) 

ต่อมาจัสแมค (JUSMAG) ได้แนะนำให้กองทัพไทยจัดตั้งหน่วยงานเพื่อต่อต้านข่าวกรอง (Counterintelligence Agency) และทำสงครามจิตวิทยา (Psychological Warfare) ด้วยการตั้งชื่อชื่อว่าโรงเรียนรักษาความปลอดภัยเพื่ออำพรางปฏิบัติการให้กับทั้ง 3 เหล่าทัพ และโรงเรียนเสนาธิการ โรงเรียนดังกล่าวมีเป้าหมายการจัดตั้งเพื่อป้องกัน และรักษาความลับทางการทหารให้พ้นจากการจารกรรม และต่อต้านการก่อวินาศกรรม (หจช.บก.สูงสุด 7 / 6 กล่อง 4 รวมเรื่องเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ การให้ข่าวและการสื่อสารต่างๆ (19 ตุลาคม 2497 – 18 เมษายน 2500) รายงานการประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 6 / 2499 13 มิถุนายน 2499).