วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

พระราชบัญญัติสิทธิ (Bill of Rights) 1689

พระราชบัญญัติสิทธิ พ.ศ. 2232
พระราชบัญญัติสิทธิ พ.ศ. 2232 หรือ พระราชบัญญัติสิทธิ ค.ศ. 1689 (Bill of Rights 1689) หรือที่มีชื่อเต็มว่า “พระราชบัญญัติประกาศสิทธิ และเสรีภาพของพสกนิกร และการตกลงในกิจการที่เกี่ยวกับการสืบราชสันตติวงศ์” (An Act Declaring the Rights and Liberties of the Subject and Settling the Succession of the Crown) เป็นพระราชบัญญัติที่รัฐสภาแห่งอังกฤษประกาศใช้ในปี ค.ศ.1689 ซึ่งถือกันว่าเป็นกฎหมายหนึ่งที่เป็นรากฐานของกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศอังกฤษที่นอกเหนือไปจากมหากฎบัตร, พระราชบัญญัติการสืบสันตติวงศ์ ค.ศ. 1701 และ กฎหมายอื่นๆ ที่ประกาศใช้มาโดยรัฐสภาแห่งอังกฤษ นอกจากนั้นพระราชบัญญัติสิทธิ ค.ศ. 1689 ก็ยังเป็นรากฐานของกฎหมายอันสำคัญหลายฉบับของบรรดาประเทศในเครือจักรภพอีกด้วย เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการประกาศสิทธิ ค.ศ. 1689 (Claim of Right Act 1689) ของประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศแคนาดา

สาระสำคัญของพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นการรับรองสิทธิพื้นฐานของประชาชนของ ราชอาณาจักร สิทธิดังกล่าวก็ยังถือปฏิบัติอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ และไม่แต่จะมีผลต่อพสกนิกรชาวอังกฤษเท่านั้น แต่ยังต่อพสกนิกรภายใต้อาณาจักรที่อยู่ภายในเครือจักรภพด้วย โดยให้การรับรองพสกนิกรแห่งประเทศอังกฤษให้มีสิทธิที่จะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาต่อพระมหากษัตริย์ และมีสิทธิที่จะชักอาวุธเพื่อป้องกันตนเอง นอกจากนี้ ยังบัญญัติไว้อีกว่าพระราชกิจของพระมหากษัตริย์ในอันที่เกี่ยวข้องกับราชการ บ้านเมืองต้องได้รับอนุมัติจากรัฐสภาแห่งอังกฤษก่อนจึงจะมีผลบริบูรณ์

ที่มา
ระหว่างการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ เจ้าชายวิลเลียมแห่งออเรนจ์ จากประเทศเนเธอร์แลนด์ทรงได้รับการอัญเชิญจากขุนนางอังกฤษให้เข้ามารุกรานราชอาณาจักร พระองค์เสด็จขึ้นฝั่งอังกฤษเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1688 สมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ 2 ทรงพยายามต่อต้านแต่ไม่เป็นผล และในที่สุดพระองค์ก็ต้องเสด็จลี้ภัยออกไปจากพระราชวังเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 1688 รัชกาลพระเจ้าเจมส์ที่ 2 จึงสิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านั้น

เจ้าชายวิลเลียมแห่งออเรนจ์ และเจ้าหญิงแมรี่แห่งอังกฤษ ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งอังกฤษรัชกาลใหม่ โดยทรงปกครองร่วมกัน

ทั้งนี้ ก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะเสด็จขึ้นทรงราชย์ รัฐสภาแห่งอังกฤษได้นำร่างพระราชบัญญัติสิทธิฉบับนี้มาทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงพระราชวิจารณ์ ทรงเห็นพ้องด้วย และพระราชทานพระราชานุมัติให้ประกาศใช้ได้ รัฐสภาจึงลงมติเห็นชอบด้วยในอันที่จะให้ทั้งสองพระองค์เสด็จขึ้นทรงราชย์

อนึ่ง ในปีเดียวกัน รัฐสภาแห่งสกอตแลนด์ ก็ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการประกาศสิทธิ ค.ศ. 1689 เมื่อวันที่ 11 เมษายน ค.ศ. 1689 พระราชบัญญัตินี้มีเนื้อหาสาระใกล้เคียงกับพระราชบัญญัติสิทธิ ค.ศ. 1689 ของอังกฤษดังกล่าว โดยความตอนหนึ่งว่า ให้เจ้าชายวิลเลียมแห่งออเรนจ์และเจ้าหญิงแมรีแห่งอังกฤษเป็นพระมหากษัตริย์ แห่งสกอตแลนด์ด้วย

อ้างอิง

มหากฎบัตร ( Magna Carta )

มหากฎบัตร (Magna Carta) ฉบับที่พระเจ้าเฮนรีที่ 3 ประกาศเมื่อ ค.ศ.1215
มหากฎบัตร (Magna Carta) จากภาษาละติน แปลว่า "กฎบัตรใหญ่" (Great Charter) บางครั้งก็เรียกว่า "กฎบัตรใหญ่แห่งอิสรภาพ" (Magna Carta Libertatum) เป็นกฎบัตรของอังกฤษที่ตราขึ้นเมื่อ (ค.ศ. 1215) โดยถือกันว่ามหากฎบัตรนี้คืออิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ที่มีต่อประวัติศาสตร์ศาสตร์อันยาวนานของกระบวนการที่นำมาสู่กฎหมายรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน

การที่ มหากฎบัตร เกิดขึ้นมาได้นั้น เนื่องมาจากข้อขัดแย้งระหว่างพระสันตปาปา พระเจ้าจอห์น และคณะขุนนางอังกฤษของพระองค์เกี่ยวกับสิทธิ์ของพระมหากษัตริย์ มหากฎบัตรบังคับให้พระมหากษัตริย์ทรงสละสิทธิ์บางอย่าง และยอมรับกระบวนการทางกฎหมายบางอย่าง และยังให้รับว่าพินัยกรรมของพระมหากษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

มีความเข้าใจผิดที่แพร่หลาย หลายประการเกี่ยวกับมหากฎบัตรนี้ เช่นว่าเป็นเอกสารชิ้นแรกสุดที่จำกัดสิทธิ์ของพระมหากษัตริย์โดยกฎหมายบ้าง (ความจริงไม่ใช่กฎบัตรแรกที่จำกัดสิทธิ์กษัตริย์ และมหากฎบัตรนี้ ส่วนหนึ่งมาจากสืบเนื่องกฎบัตรแห่งอิสรภาพ) และในแง่ปฏิบัติ พระมหากษัตริย์ถูกจำกัดสิทธิ์บ้าง เป็นเอกสารที่ตายตัวไม่มีการเปลี่ยนแปลงบ้าง

มหากฎบัตร ถูกปรับปรุงแก้ไขมาโดยตลอดยุคมืด และแก้ไขต่อในสมัยราชวงศ์ทิวดอร์ และราชวงศ์สจวต และต่อมาในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 และ 18 (พ.ศ. 2144-2343) ล่วงมาถึงช่วงแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 19 มาตราต่างๆ ที่มีเดิมในกฎหมายอังกฤษถูกยกเลิกหรือปรับปรุงไปเกือบหมด

อิทธิพลของมหากฎบัตรนอกประเทศอังกฤษ อาจเห็นได้ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา และในกฎหมายว่าด้วยสิทธิ์ นอกจากนี้ ประเทศต่างๆ ที่ใช้กฎหมายจารีต แต่มีรัฐธรรมนูญ จะมีอิทธิพลของมหากฎบัตรอยู่ ทำให้มหากฎบัตรกลายเป็นเอกสารทางกฎหมายที่มีความสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ แห่งประชาธิปไตย

เนื้อหาหลักในมหากฏบัตร กล่าวถึง สิทธิในการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายของเสรีชน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ในชนชั้นหรือวรรณะใดก็ตาม และพระเจ้าแผ่นดินจะต้องมอบสิทธินี้ให้กับขุนนาง หรือผู้ครอบครองที่ดิน (Vassal) และขุนนางนั้นจะต้องมอบสิทธิให้กับพลเมืองหรือไพร่ในสังกัด โดยพลเมืองทุกคนจะไม่ถูกกดขี่ พ่อค้าและชาวนาไม่จำเป็นต้องมอบสินค้าบางส่วนหรือผลิตผลทางเกษตรให้กับขุนนาง หรือพระเจ้าแผ่น เพื่อเป็นค่าคุ้มครอง ดังเนื้อความในส่วนหนึ่งของมหากฏบัตร ที่กล่าวว่า "จะไม่มีบุคคลที่ถูกกักขัง หน่วงเหนี่ยว โดยปราศจากอิสรภาพ หรือถูกยึด ขู่กรรโชก ทรัพย์สินโดยปราศจากคำตัดสินของศาล

นอกจากนี้มีในมหากฏบัตรยังได้กล่าวถึงการเรียกเก็บภาษีของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินจะทรงเรียกเก็บภาษีตามพระราชหฤทัย โดยไม่ผ่านการเห็นชอบจากสภาบริหารราชการแผ่นดิน (The Great Council of the Nation) มิได้

อ้างอิง

หลักการว่าด้วยการถ่วงดุลอำนาจ ( Checks and Balances )

ภาพแสดงหลักการถ่วงดุลอำนาจ


หลักการว่าด้วยการถ่วงดุลอำนาจ ( Checks and Balances )
จากการที่รัฐธรรมนูญมีการกำหนดให้มีการแบ่งแยกอำนาจทั้ง 3 ฝ่ายเป็นอิสระต่อกัน คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ แต่รัฐธรรมนูญก็ได้บัญญัติให้อำนาจทั้ง 3 มีความสัมพันธ์ต่อกันด้วย เป็นการแสดงให้เห็นถึงระบบของการตรวจสอบและการถ่วงดุลอำนาจของทั้ง 3 ฝ่าย 

โดยแต่ละฝ่ายสามารถถือสิทธิ และปกป้องสิทธิของตนเอง โดยการยับยั้ง และสนับสนุนในกิจกรรมสำคัญๆ ของอีกฝ่ายหนึ่งได้ ซึ่งในทางปฏิบัติผู้ร่างรัฐธรรมนูญมิได้ให้รัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกามีการแบ่งแยกอำนาจออกจากกันโดยเด็ดขาด แต่เป็นการแบ่งแยกหน้าที่โดยใช้อำนาจร่วมกันจึงกล่าวได้ว่าหลักการถ่วงดุลอำนาจนี้ มีผลช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐธรรมนูญของหน่วยงานทั้งสามเป็นไปได้โดยสะดวก และป้องกันการเป็นเผด็จการในการใช้อำนาจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  

ตัวอย่างในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของทั้ง 3 ฝ่าย อาจพิจารณาได้ดังนี้

ฝ่ายนิติบัญญัติถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ( Congressional Checks on the Executive Branch )
ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจในการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ซึ่งการใช้อำนาจนี้สามารถแสดงออกมาในลักษณะต่างๆ กัน คือ

(1) อำนาจในการฟ้องร้องไต่สวน ตลอดจนพิจารณาพิพากษาคดีว่าประธานาธิบดีและข้าราชการฝ่ายบริหารกระทำความผิดทางอาญาจริงหรือไม่ ถ้ามีความผิดจริงโทษอย่างน้อยก็คือการถอดถอนออกจากตำแหน่ง

(2) อำนาจในการให้คำแนะนำ และความยินยอมต่อการแต่งตั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของประธานาธิบดี อำนาจนี้ถือว่าเป็นอำนาจของสภาสูงเท่านั้น นอกจากนี้สภาสูงยังเป็นผู้ให้สัตยาบันต่อสนธิสัญญาที่ประธานาธิบดีได้กระทำขึ้นกับรัฐบาลต่างประเทศด้วย

(3) อำนาจในการจัดสรร และควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณขององค์กร และหน่วยงานต่างๆ ของฝ่ายบริหาร อำนาจนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นอำนาจที่สำคัญที่สุดของสภาคองเกรส เพราะมีผลต่อการบริหารงานของประธานาธิบดี ยิ่งกว่านั้นฝ่ายนิติบัญญัติยังมีอำนาจในการอนุมัติการจัดเก็บภาษี และการใช้จ่ายขององค์กรและหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลด้วย ดังนั้นการให้คำยินยอมของสภาคองเกรสต่อการดำเนินงาน และนโยบายของรัฐบาลนั้นจึงมีผลต่อความสำเร็จในการบริหารงานของรัฐบาลโดยตรง

ฝ่ายนิติบัญญัติถ่วงดุลฝ่ายตุลาการ (Congressional checks on the Judicial Branch)
ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจในการถ่วงดุลฝ่ายตุลาการในลักษณะต่างๆ ดังนี้ 

(1) อำนาจในการจัดตั้งศาลสหรัฐระดับต่างๆ ยกเว้นศาลสูง

(2) อำนาจให้ความเห็นชอบในการกำหนดจำนวนผู้พิพากษาศาลสูง

(3) สภาสูงเป็นผู้ให้คำแนะนำ และยินยอมต่อการแต่งตั้งผู้พิพากษาที่ประธานาธิบดีเป็นผู้เสนอ ในขณะเดียวกันสภาสูงก็เป็นผู้พิพากษาคดีที่ผู้พิพากษากระทำความผิดทางอาญา โดยใช้กระบวนการฟ้องร้องเพื่อถอดถอนออกจากตำแหน่ง (Impeachment)

ฝ่ายบริหารถ่วงดุลฝ่ายนิติบัญญัติ (Presidential Checks an Congress)
ฝ่ายบริหารสามารถใช้อำนาจในการถ่วงดุลฝ่ายนิติบัญญัติในลักษณะต่างๆ ดังนี้

(1) ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า ประธานาธิบดีจะต้องส่งสารไปแถลงนโยบาย และสภาพความเป็นไปของประเทศ ตลอดจนเสนอมาตรการในการแก้ไขต่อสภาคองเกรส เพื่อพิจารณาบัญญัติเป็นกฎหมายออกมาบังคับใช้ ซึ่งการกระทำดังนี้จะเห็นได้ว่า ฝ่ายบริหารไม่เพียงแต่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น แต่หากการกระทำของฝ่ายบริหารนี้มีผลทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติต้องสนใจนโยบายของฝ่ายบริหาร จึงถือได้ว่าเป็นการรั้งและถ่วงดุลแห่งอำนาจของฝ่ายบริหาร

(2) ประธานาธิบดีมีอำนาจในการเรียกประชุมสภาสมัยวิสามัญ โดยจะเป็นการประชุมเพียงสภาหนึ่ง หรือสองสภาก็ได้ นอกจากนั้นยังมีอำนาจในการเลื่อนวันปิดสมัยประชุม ในกรณีที่สภาทั้งสองไม่อาจจะตกลงกันได้

(3) อำนาจที่สำคัญที่สุดของประธานาธิบดีในฐานะผู้นำของฝ่ายบริหาร ก็คืออำนาจในการยับยั้งร่างกฎหมาย (Veto Power over Bills) ซึ่งสภาคองเกรสจะเอาชนะการยับยั้งของประธานาธิบดีได้ก็จะต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของทั้งสองสภา

(4) ประธานาธิบดีอาจจะเพิกเฉยต่อกฎหมายของสภาคองเกรส (An Act of Congress) โดยบอกว่ากฎหมายที่สภาคองเกรสผ่านออกมานั้นในทัศนะของประธานาธิบดีไม่มีผลในการบังคับ เนื่องจากขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งสภาคองเกรสไม่มีมาตรการใดๆ จะใช้บังคับประธานาธิบดีให้ประกาศบังคับใช้กฎหมายตามที่ตนต้องการได้เสมอไป หากประธานาธิบดีใช้ข้ออ้างดังกล่าว สภาคองเกรสสามารถลงโทษประธานาธิบดีได้เพียงประการเดียว คือ การถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่งเพราะกระทำความผิดทางอาญา และประพฤติตนไม่เหมาะสม แต่เป็นการยากที่จะถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง เพราะจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาสูงถึงสองในสาม ซึ่งประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกันยังไม่เคยปรากฏ

ฝ่ายบริหารถ่วงดุลฝ่ายตุลาการ (Presidential Checks on the Judiciary)
ประธานาธิบดีมีอำนาจที่สำคัญ ในการถ่วงดุลฝ่ายตุลาการดังนี้

(1) อำนาจในการให้อภัยโทษต่อบุคคลที่กระทำความผิด หรือถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด

(2) อำนาจในการให้อภัยโทษทั่วไป ซึ่งจะให้แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือกลุ่มบุคคลซึ่งกระทำความผิด

(3) คำสั่งและคำพิพากษาของศาลจะมีผลใช้บังคับอย่างมีประสิทธิภาพได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือและการสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร

(4) ประธานาธิบดีเป็นผู้เสนอแต่งตั้งผู้พิพากษา โดยคำแนะนำและยินยอมจากสภาสูง

ฝ่ายตุลาการถ่วงดุลฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร (Judicial Checks on Congress and the President)
ฝ่ายตุลาการเป็นองค์กรที่มีอำนาจค่อนข้างจำกัดในบรรดาองค์กรทั้งสาม อำนาจของฝ่ายตุลาการในการถ่วงดุลฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมีลักษณะที่สำคัญดังนี้

(1) อำนาจในการตีความว่าการกระทำของฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารนั้นถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่

(2) ศาลสูงเป็นสภาบันเดียวที่ทำการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญ

(3) ฝ่ายตุลาการไม่สามารถบังคับให้ฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติปฏิบัติตามคำสั่ง และกฎข้อบังคับได้ แต่ในทางปฏิบัตินั้นถือเป็นประเพณีว่า ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของฝ่ายตุลาการ

การแบ่งแยกอำนาจ และการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างอำนาจทั้ง 3 ฝ่ายทำให้แต่ละฝ่ายประสบความสำเร็จในการใช้อำนาจทางการเมือง เพราะการแบ่งแยกอำนาจ ทำให้ไม่มีฝ่ายใดล่วงล้ำกิจกรรมที่เป็นความรับผิดชอบของอีกฝ่ายหนึ่งได้ การตรวจสอบถ่วงดุลจะเป็นการกระทำให้ทั้ง 3 ฝ่ายตามอำนาจซึ่งกันและกัน ผลที่ได้คือการกระจายอำนาจทางการเมือง 

แต่ที่สำคัญคือการทำให้หลักของ มองเตสกิเออ ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิผล โดยการแบ่งแยกบุคลากรของรัฐบาลให้เป็นอิสระต่อกันอย่างสมบูรณ์ ผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้ง 3 ฝ่าย ถ้าดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง จะไม่สามารถดำรงตำแหน่งอื่นๆ พร้อมกันในอีก 2 ฝ่ายได้