วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย”

กำเนิดระบอบประชาธิปไตยแบบอำนาจจำกัด
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไทย
2475-2490

ณัฐพล ใจจริง  อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา

บทความนี้ได้ปรับปรุงจากคำอภิปรายในงานอภิปรายวิชาการเรื่อง “สถาบันกษัตริย์ รัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย”เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ วันที่ 10 ธันวาคม 2553 ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ตีพิมพ์ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มีนาคม 2554), หน้า 117-137

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว “อำนาจสูงสุดของประเทศนนี้เป็นของราษฎรทั้งหลาย” ( มาตรา 1 ในธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม(ชั่วคราว) 2475 )

การศึกษาการเมืองไทยตามแนวสถาบันการเมืองแบบดั้งเดิม (Old-Institutionalism) ในทางรัฐศาสตร์ที่พิจารณาสถาบันการเมืองแต่เพียงกลไกที่มีบทบาทและหน้าที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือตามกฎหมาย (Legal-Institutional) เท่านั้น ทำให้ดูเสมือนหนึ่งว่า สถาบันการเมืองที่ดำรงอยู่ตามกฎหมายเหล่านี้เป็นองค์กรการเมืองที่ปราศจากชีวิตจิตใจ ปราศจากความมุ่งหมายและปราศจากพฤติกรรมทางการเมือง วิธีการศึกษาดังกล่าวทำให้ความรู้การเมืองที่ได้มีลักษณะเชิงพรรณนาลักษณะทั่วๆไปของสถาบันการเมืองในทางกฎหมายส่งผลให้แนวการศึกษานี้ได้รับความนิยมลดน้อยลงในเวลาต่อมา อีกทั้งเมื่อการศึกษารัฐศาสตร์แบบอเมริกันหรือแนวพฤติกรรมศาสตร์ (Behaviouralism) เข้ายึดครองแนวทางการศึกษารัฐศาสตร์ในไทยตั้งแต่ทศวรรษที่ 2510 ยิ่งทำให้แนวการศึกษาแนวสถาบันการเมืองในไทยแทบไม่เหลือที่ยืนในทางวิชาการ ( นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, “วิชารัฐศาสตร์ไทยในบริบทของประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง,” รัฐศาสตร์สาร ปี 21, ฉบับ 1 (2542): 23-75. )

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของแนวการศึกษาตามแนวสถาบันการเมืองได้กลับคืนสู่พื้นที่วิชาการ (bringing Institutions back in) ทางรัฐศาสตร์มากขึ้นในปัจจุบัน และถูกเรียกว่าสถาบันนิยมใหม่ (Neo-Institutionalism) ซึ่งเป็นแนวการศึกษาสถาบันการเมืองที่ผสมผสานระหว่างการเมือง ประวัติศาสตร์และกฎหมายมหาชน ด้วยวิธีวิทยาในเชิงประจักษ์ตามวิธีการคิดแบบอุปนัยนำไปสู่การศึกษาสถาบันการเมืองในเชิงประวัติศาสตร์ ( Historical Institutionalism) กล่าวอีกอย่าง คือ สถาบันนิยมใหม่หาได้มองว่าสถาบันการเมืองเป็นเพียงกลไกที่ปราศจากชีวิตจิตใจ และดำรงอยู่ตามกฎหมายเท่านั้น แต่จะพิจารณาความมีชีวิตของ สถาบันการเมือง ความเป็นประวัติศาสตร์ โดยมุ่งพินิจถึงปฏิบัติการ กระบวนการทางการเมือง การปรับตัว การตัดสินใจ และพฤติกรรมการเมืองของสถาบันการเมืองว่าก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสถาบันการเมืองและมีผลกระทบต่อการดำรงอยู่หรือเปลี่ยนแปลงระบอบการเมือง (regime) อย่างไร

แนวการศึกษาสถาบันนิยมใหม่จึงพยายามมุ่งสู่การอธิบายความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลมากกว่ามุ่งการพรรณนาตามแนวทางแบบดั้งเดิม ดังนั้น แนวการศึกษาใหม่จึงเปิดให้เห็นถึงบทบาทและปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเมืองต่างๆว่ามีผลกระทบต่อระบอบการเมืองอย่างไร ด้วยเหตุที่มีการปรับเปลี่ยนเป้ าหมายในทางวิชาการให้ยกระดับขึ้น ทำให้การศึกษาสถาบันการเมืองที่เคยแห้งแล้งไร้ชีวิตชีวาในทางรัฐศาสตร์จึงค่อยๆฟื้นตัวกลับมายืนแถวหน้าเคียงข้างกับแนวการศึกษาอื่นๆอีกครั้งหนึ่ง ( James G. March and Johan P. Olsen , “The New Institutionalism: Organization Factors in Political Life,” American Political Science Review, Vol.78 (1984), pp.734-749.; James G. March and Johan P. Olsen ,Rediscovering Institution: The Organizational Basic of Politics, (New York: The Free Press, 1989).; สมเกียรติ วันทะนะ, “ปัญหาและอนาคต ของการศึกษาการเมืองในแนวสถาบันทางการเมือง”, รัฐศาสตร์สาร, ปี 17 ฉบับ 1 (2534), หน้า 71-89.;T. A. Koelble, “The New Institutionalism in Political Science and Sociology,” Comparative Politics, Vol.27, (1995),pp. 221-244.; P. Hall and R. Taylor , “A Political science and the three new institutionalism, ” Political Studies Vol. 44, (1996), pp. 936-957.; B. Rothstein, “Political Institutions: An Overview,” in A New Handbook of Political Science. H. D. K. R.E. Goodin (ed.). (Oxford, Oxford University Press, 1996) , pp.133-166.; Kathleen Thelen , “How Institutions Evolve,” in Comparative Historical Analysis in the Social Sciences, James Mahoney and Dietrich Rueschemeyer (eds.),(Cambridge: Cambridge University Press, 2003), pp.208- 240. )

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจวรรณกรรมที่ศึกษาการเมืองไทยสมัยใหม่ตามแนวสถาบันการเมืองพบว่า มีการศึกษาไม่มากชิ้นนัก เช่น งานของ ชาญชัย รัตนวิบูลย์ เบนจามิน เอ. บัทสัน และนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เป็นต้น  ( ชาญชัย รัตนวิบูลย์, “บทบาทอภิรัฐมนตรีสภาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว” , วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2519.; Benjamin A. Batson, The End of the Absolute Monarchy in Siam. Singapore: Oxford University Press, 1984. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, การปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475. กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน , 2553. )

กระนั้นก็ดี การศึกษาของนักวิชาการข้างต้นให้น้ำหนักในการศึกษาสถาบันการเมืองในช่วงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นสำคัญ ในขณะที่การศึกษาสถาบันการเมืองในช่วงระบอบประชาธิปไตยยังคงขาดหายไปในทางวิชาการ

ด้วยเหตุนี้คำถามในการศึกษาครั้งนี้คือ สถาบันกษัตริย์ในฐานะสถาบันการเมืองมีปฏิกริยาตอบโต้กับสถานการณ์ทางการเมืองและสถาบันการเมืองอื่นๆหลังการปฏิวัติ 2475 อย่างไรและการปฏิกิริยาดังกล่าวก่อให้เกิดผลอย่างไรต่อระบอบประชาธิปไตยไทย โดยบทความชิ้นนี้แบ่งเนื้อหาได้อออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ คือ ส่วนแรกเป็นเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญหลังการปฏิวัติ 2475 และส่วนที่สองเป็นเรื่อง จากระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ สู่“ระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ภายหลังการรัฐประหาร 2490

ขอบเขตของบทความ คือ การศึกษาความเป็นมาของปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์ในฐานะสถาบันทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์ หรือคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์กับรัฐบาล และรัฐสภาภายใต้ระบอบประชาธิปไตยของไทยในช่วงเวลาระหว่าง 2475-2490 โดยแบ่งช่วงเวลาในการศึกษาออกเป็น 2 ช่วงใหญ่ๆ ดังนี้ช่วงแรกระหว่าง 2475-2478 เป็นเวลากว่า 3 ปี ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และช่วงที่สองระหว่าง 2479 - 2489 เป็นเวลาราว 11 ปี ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล โดยบทความชิ้น นี้จึงวางอยู่บนหลักฐานทางประวัติศาสตร์และสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ 6 ฉบับ ดังนี้ฉบับ 27 มิถุนายน 2475 , ฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ,ฉบับ 2489 ,ฉบับ 2490 ,ฉบับ 2492 และฉบับ 2475 แก้ไข 2495

โดยแนวทางในการดำเนินเรื่องจะเลาะเลียบเทียบเคียงกับเทพปกรณัมกรีก เรื่อง “กล่องแพนโดร่า” (Pandora’s Box) ตำนานเรื่องกล่าวถูกรจนาขึ้นในยุคกรีกโบราณ โดยกวีชื่อ เฮสิออด (Hesiod) ได้รจนาว่า เมื่อโลกถูกสร้างขึ้น โลกในยุคดึกดำบรรพ์นั้น ดารดาษไปด้วยมนุษย์เพศชาย ความยากลำบากในการดำเนินชีวิตของมนุษย์สร้างความสงสารให้เกิดกับ เทพโพรมิธีอุส (Prometheus) ทำให้เทพโพรมิธีอุสได้ขโมยไฟจากจากเตาของภูเขาโอลิมปัส (Olympus) ซึ่งเป็นสรวงสวรรค์เพื่อนำมาให้มนุษย์ยังพื้นโลก ไฟทำให้มนุษย์มีชีวิตที่ดีขึ้น มีความกล้าหาญและเริ่มแข็งข้อต่อปวงเทวา มหาเทพซีอุส (Zeus) ผู้เป็นใหญ่เหนือปวงเทพไม่พอใจต่อการกระด้างกระเดื่องของมนุษย์ จึงทรงสร้างนางแพนโดรา (Pandora) ขึ้นพร้อมกับมอบกล่องใบหนึ่ง แก่นาง และทรงกำชับห้ามมิให้นางเปิดกล่องใบดังกล่าว จากนั้นก็ส่งนางลงไปยังโลกมนุษย์ต่อมานางแพนโดราได้แต่งงานกับมนุษย์เพศชายแตกลูกหลานหญิงชายสืบต่อกันมาเป็นเผ่าพันธ์ุของมนุษย์

ความกระหายใคร่รู้ถึงกล่องปริศนาที่มหาเทพทรงประทานแก่นางแพนโดรานับวันยิ่งทวีมากขึ้น ในที่สุดความเคลือบแคลงสงสัยของนางแพนโดราก็เป็นฝ่ายชนะ ทันทีที่สลักชิ้นสุดท้ายถูกปลดออกจากฝากล่อง กลุ่มควันสีดำก็พวยพุ่งออกมาพร้อมกับนำพาความชั่วร้ายต่างๆนาๆก็พวยพุ่งออกมาจากกล่องสู่โลกมนุษย์ นางตกใจรีบปิดกล่องได้ทันและเก็บสิ่งเดียวที่มีคุณค่าเอาไว้ในก้นกล่องได้ ตามตำนานเล่าว่า สิ่ง นั้นคือ ความหวัง

และนิทาน เรื่อง “แจ็คกับยักษ์” ( Jack and the Bean-Stalk) จากหนังสือชื่อ English Fairy Tales เป็นเทพนิยาย ที่เล่าขานกันในอังกฤษในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 หรือคนไทยรู้จักกันในชื่อ “แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” ประกอบการดำเนินเรื่องเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่และลูกครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่อย่างยากจนในกระท่อมของหมู่บ้านแห่งหนึ่งวันหนึ่งแม่ให้ลูกชายชื่อ แจ็ค จูงวัวไปขายที่ตลาดเพื่อหาเงินมายังชีวิต ในขณะที่แจ็คเดินจูงวัวเข้าในเมือง ระหว่างทางเขาพบชายแก่คนหนึ่ง ชายแก่คนนั้นมีเมล็ดถั่วหลากสีอยู่ในมือ แจ็คจึงขอแลกวัวกับเมล็ดถั่วเหล่านั้น เมื่อแจ็คกลับถึงบ้าน แม่โกรธมากที่แจ็คแลกวัวกับเมล็ดถั่ว แม่จึงขว้างถั่วออกไปนอกหน้าต่างกระท่อม 

พอรุ่งเช้า เมล็ดถั่วเหล่านั้นกลายเป็นต้นถั่วขนาดใหญ่ที่สูงเสียดฟ้า ด้วยความอยากรู้แจ็คจึงปีนลำต้นถั่วขึ้นไปบนท้องฟ้า ที่นั่นเขาพบปราสาทที่หรูหราวิจิตรอลังการของยักษ์ตนหนึ่งแจ็คได้พบคนรับใช้ของยักษ์ และเขาเข้าไปหลบอยู่ใต้โต๊ะอาหารของยักษ์ภายในปราสาท เมื่อยักษ์กินอาหารเสร็จ ก็สั่งให้คนรับใช้นำของมีค่าออกมาชม เช่น แม่ไก่ทองที่ออกไข่เป็นทอง ถุงทองที่มีทองไหลมาไม่หมดสิ้น พิณวิเศษที่ดีดเป็นบทเพลงได้เอง เป็นต้น ยักษ์นั่งดูสมบัติเหล่านั้นอย่างอิ่มเอมใจ ดื่มเหล้าจนหมดขวด และหลับไปในที่สุด คนรับใช้บอกให้แจ็คหนี และบอกกับแจ็คว่า เอาของมีค่าเหล่านี้กลับไปด้วย เนื่องจาก มนุษย์เป็นเจ้าของสิ่งเหล่านั้นมาแต่ดั้งเดิม แต่ยักษ์ได้ขโมยของมีค่าเหล่านี้มา แจ็คจึงคว้าสิ่งเหล่านั้นใส่ถุงและปืนต้นถั่วกลับลงไปยังพื้นดิน 

เมื่อเสียงพิณหยุดทำให้ยักษ์ตื่น เมื่อยักษ์เห็นของมีค่าที่ตนขโมยมาหายไปจากโต๊ะ ยักษ์ก็ออกวิ่งตามแจ็คไปเพื่อฆ่าแจ็ค ด้วยความตัวเล็กและปราดปรียวกว่าแจ็คจึงปีนลงมาถึงพื้นดินก่อนยักษ์ จากนั้นเขาใช้ขวานฟันต้นถั่ว ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ในที่สุดต้นถั่วก็ถูกโค่นลงทำให้ยักษ์ร่วงหล่นตกลงจากฟากฟ้าและเมื่อยักษ์ตาย ของมีค่าจึงกลับคืนสู่มนุษย์อีกครั้งหนึ่ง

ส่วนที่ 1
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย
ที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญภายหลังการปฏิวัติ 2475

การปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยในรัชสมัยพระปกเกล้าฯ (2475-2478)

การปฏิวัติที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งนำโดยคณะราษฎรนับเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ได้ปรากฏข้อความซึ่งมีความเรียบง่าย ตรงไปตรงมา ตามหลักปกครองของระบอบประชาธิปไตยสากลที่ว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ซึ่งเป็นข้อความที่ยืนยันอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนแทนความเชื่อเดิมที่ว่าอำนาจสูงสุดอยู่ที่กษัตริย์ แต่ไม่นานจากนั้นสาระสำคัญของข้อความดังกล่าวได้ถูกทำให้เกลื่อนกลืนไปด้วยแรงปรารถนาของเหล่า“ปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475” ( “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475” ในช่วงเวลานั้นหมายถึง “สถาบันกษัตริย์และ ‘กลุ่มรอยัลลิสต์ ’ ” โดยคำว่า สถาบันกษัตริย์ หมายถึง บุคคลต่างๆที่อยู่ภายในแวดวงราชสำนัก (Palace circles) เช่น ผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์ คณะผู้สำเร็จราชการฯ หรือ อภิรัฐมนตรี หรือ คณะองคมนตรี หรือ พระราชวงศ์ ฯลฯ ส่วนคำว่า กลุ่มรอยัลลิสต์ ในที่นี้หมายถึง นักการเมือง หรือ ข้าราชการทั้งทหารและพลเรือน ฯลฯ ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความภักดีต่อราชสำนักและไม่พอใจกับการปฏิวัติเปลี่ยนระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยและโปรดดูปฏิบัติการรื้อ - สร้างความหมายของการปฏิวัติ 2475 โดยเหล่าปฏิปักษ์ปฏิวัติใน ณัฐพล ใจจริง, “การรื้อสร้าง 2475: ฝันจริงของนักอุดมคติ ‘นํ้าเงินแท้’”. ศิลปวัฒนธรรม ปี 27,ฉบับ 2 (ธันวาคม 2548), หน้า 79-117. )

แม้ รัฐธรรมนูญฉบับแรกที่สุด หรือฉบับคณะราษฎรที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 จะพยายามแก้ปัญหาความคลางแคลงใจของผู้ปกครองเก่าจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ด้วยการบัญญัติว่า
 
“มาตรา ๔ ผู้เป็นกษัตริย์ของประเทศ คือพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว การสืบมฤดกให้ให้เป็นไปตามกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. ๒๔๖๗ และด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๕ ถ้ากษัตริย์มีเหตุจำเป็นชั่วคราวที่จะทำหน้าที่ไม่ได้ หรือไม่อยู่ในพระนคร ให้คณะกรรมการราษฎรเป็นผู้ใช้สิทธิแทน

มาตรา ๖ กษัตริย์จะถูกฟ้องร้องคดีอาชญายังโรงศาลไม่ได้เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัย

มาตรา ๗ การกระทำใดๆ ของกษัตริย์ต้องมีกรรมการราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วย โดยได้รับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎรจึงจะใช้ได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ”

กล่าวโดยสรุป คือ สาระสำคัญที่เกี่ยวกับอำนาจของสถาบันกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญฉบับแรกสุด ได้ประกาศว่า นับแต่นี้ไปอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนแล้ว ดังนั้นสถาบันกษัตริย์จะดำเนินพฤติกรรมการเมืองโดยพละการไม่ได้ หากสถาบันกษัตริย์ทำหน้าที่ไม่ได้คณะรัฐบาลจะเป็นผู้ใช้สิทธินั้นแทน และหากสถาบันกษัตริย์มีพฤติกรรมกระทำความผิดย่อมต้องถูกสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัย

ดังนั้นการปฏิวัติ 2475 และรัฐธรรมนูญฉบับ 27 มิถุนายน 2475 ได้จำกัดอำนาจการเมืองของสถาบันกษัตริย์ไว้เสียแล้ว กล่าวอีกอย่างหมายความว่า ข้อความเหล่านั้นเปรียบประหนึ่งการจับ“ยักษ์” หรืออำนาจทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์ใส่กล่องหรือการจำกัดพฤติกรรมการใช้อำนาจการเมืองของสถาบันกษัตริย์นั้นเอง ดังนั้นสิ่งที่ตั้งคำถามต่อไป คือ สถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อสถานการณ์ทางการเมืองหลังการปฏิวัติ จากสถานการณ์หลังการปฏิวัติในช่วงต้นๆนั้น แม้พระปกเกล้าฯจะทรงวางพระราชหฤทัยว่า พระองค์ทรงยังคงเป็นกษัตริย์อยู่เช่นเดิม แต่อำนาจการเมืองที่เคยเต็มเปี่ยมในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ถูกจำกัดเปรียบประหนึ่งยักษ์ไม่มีตะบอง นักการทูตร่วมสมัยผู้หนึ่งบันทึกได้บันทึกว่า พระองค์ทรงไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่สุดนี้ และทรงตัดสินใจทำให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลายเป็นสิ่ง“ชั่วคราว” ( ยาสุกิจิ ยาตาเบ (เขียน) เออิจิ มูราซิมาและนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ (แปล) บันทึกของทูตญี่ปุ่นผู้เห็นเหตุการณ์ปฏิวัติ 2475 : การปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงในประเทศสยาม , (กรุงเทพฯ : มติชน , 2550).

จากนั้นเหล่าปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475 ก็ได้เริ่มต้นการต่อต้านการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ปกครองโดยประชาชน ของประชาชนและเพื่อประชาชน

ความล้มเหลวในการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์รัชสมัยพระปกเกล้าฯ

นับตั้งแต่ การปฏิวัติ 2475 ที่มุ่งสถาปนารัฐประชาชาติ (Nation State) หรือ รัฐที่หมายถึง ประชาชนที่มีความเท่าเทียมกันทั้งหมดประกอบกันขึ้นมาเป็นรัฐ และการสร้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น ตลอดจน สร้างความเสมอภาคทางการเมืองให้เกิดขึ้นแก่สังคมไทยด้วยการทำให้สถาบันกษัตริย์มีอำนาจการเมืองจำกัดหรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ราชาธิปไตยแบบอำนาจจำกัด” ( Limited Monarchy) เพื่อมิให้สถาบันกษัตริย์มีพฤติกรรมใช้อำนาจการเมืองได้ดังเดิมอีก จากนั้นคณะราษฎรผู้นำการปฏิวัติ 2475 ได้ถ่ายโอนอำนาจในการปกครองที่เคยอยู่กับสถาบันกษัตริย์กลับคืนสู่ประชาชน ด้วยการบัญญัติในมาตราที่ 1 ของพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นสยาม 2475 ว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” 

แต่ความพยายามในการจำกัดอำนาจสถาบันกษัตริย์และการสร้างล่าความเสมอภาคให้กับพลเมืองกลับถูกต่อต้านจากเหล่าปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475 อย่างรุนแรงเพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้าจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจการเมืองไทยใหม่ แต่ความพยายามของพวกเขาในช่วงแรกไม่ประสบความสำเร็จหลายครั้ง เช่น การต่อต้านโครงการเศรษฐกิจที่ต้องการความเสมอภาคทางเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ (2476) การรัฐประหารเงียบด้วยการออกพระราชกฤษฎีกางดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราและปิดสภาผู้แทนราษฎร (2476) การพยายามลอบสังหารผู้นำคณะราษฎร (2476) และความพ่ายแพ้ของกบฏบวรเดช (2476)  (คำพิพากษาศาลพิเศษ พุทธศักราช 2482 เรื่องกบฏ , (พระนคร :กรมโฆษณาการ , 2482), ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, 2475 และ 1 ปี หลังการปฏิวัติ, (กรุงเทพฯ: สถาบันเอเชียศึกษา,2543) และณัฐพล ใจจริง, “ ควํ่าปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร : การก่อตัวของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ฟ้าเดียวกัน ปี 6, ฉบับ1 (ม.ค.-มี.ค. 2551), หน้า 104-146. )

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2476 ซึ่งเป็นปีที่พระปกเกล้าฯทรงพ่ายแพ้ทางการเมืองอย่างต่อเนื่องในการกอบกู้สถานการณ์ทางการเมืองหลังการปฏิวัติ 2475 ให้เกิดประโยชน์กับฝ่ายพระองค์ อาจทำให้ทรงสามารถประเมินสถานการณ์ทางการเมืองได้ถึงสัญญาณที่ไม่เป็นคุณ จึงทรงต้องการเดินทางออกนอกประเทศ ต่อมา สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบการในการแต่งตั้งให้สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านริศรานุวัติวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นพระองค์แรกภายใต้ระบอบประชาธิปไตย โดยสภาผู้แทนฯกำหนดให้ผู้สำเร็จราชการฯปฏิบัติหน้าที่ในวันที่พระปกเกล้าฯเดินทางออกจากไทยหรือวันที่ 12 มกราคม 2477  (ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475-2517), (กรุงเทพฯ: ช.ชุมนุมช่าง ,2517), หน้า 127. )

ทั้งนี้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หมายถึง ผู้บริหารราชการแผ่นดินในพระปรมาภิไธยหรือพระนามาภิไธยพระมหากษัตริย์


ธงประจำตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์กำหนดให้มีขึ้นครั้งแรกในพระราชบัญญัติธง 2479 สำหรับใช้เป็นเกียรติยศของผู้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ธงนี้มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส พื้นธงสีขาว ตรงกลางของผืนธงมีอาร์มสีเหลือง กว้าง 1 ใน 3 ส่วนของความกว้างของผืนธง ภายในอาร์มสีเหลืองมีอาร์มสีธงชาติกว้าง 3 ใน 5 ส่วนของความกว้างของอาร์มสีเหลือง เหนืออาร์มมีครุฑพ่าห์สีแดงขนาดเท่าอาร์มสีเหลือง

เนื่องจากขณะนั้นพระมหากษัตริย์ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะก็ดี ทรงพระประชวรก็ดี ทรงไม่อาจบริหารพระราชกิจได้ก็ดี หรือไม่ทรงอยู่ในประเทศก็ดี รัฐธรรมนูญในขณะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 อนุญาตให้ดำเนินการดังกล่าวได้ว่า “มาตรา ๑๐ ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ จะได้ทรงตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะขึ้นให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ถ้าหากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งหรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้ไซร้ ท่านให้สภาผู้แทนราษฎรปรึกษากันตั้งขึ้นและในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรยังมิได้ตั้งผู้ใด ท่านให้คณะรัฐมนตรีกระทำหน้าที่นั้นไปชั่วคราว”

ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับรัฐบาลแห่งรัฐประชาชาติ

เมื่อสภาผู้แทนฯได้แต่งตั้งสมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการฯ เนื่องจากพระปกเกล้าฯทรงเสด็จเดินทางออกนอกประเทศภายหลังทรงพ่ายแพ้ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลว่า ทรงต้องการรักษาอาการพระประชวรที่พระเนตร แต่สถานการณ์ดังกล่าวมิได้หมายความความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์และรัฐบาลแห่งรัฐประชาชาติจะมีความราบรื่น

ดังจะเห็นได้จากในระหว่างนั้นแม้พระปกเกล้าฯจะมิได้ทรงประทับอยู่ในไทยก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่า จะทรงยินยอมร่วมมือ หรือเห็นชอบกับรัฐบาลของรัฐประชาชาติที่รัฐบาลต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งตกค้างจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชและสร้างความเป็นสมัยใหม่และความเสมอภาคให้กับพลเมืองของระบอบประชาธิปไตย เช่น การที่รัฐบาลพยายามผลักดันการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ แต่ทรงไม่ยอมลงพระปรมาภิไธยในพระราชบัญญัติ หลายฉบับที่ลิดรอนอำนาจความเป็นเจ้าชีวิต และพระราชทรัพย์ไปจากพระองค์ เช่น รัฐบาลต้องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญาที่เคยกำหนดโทษประหารชีวิตนักโทษด้วยการฟันคอเป็นการยิงเสียให้ตาย แต่พระองค์ไม่ทรงเห็นชอบกับการแก้ไขดังกล่าวของรัฐบาล แต่ทรงต้องการเป็นที่ผู้วินิจฉัยเหนือคำพิพากษาของศาลในการปลิดชีวิตนักโทษเพื่อรักษาสถานะของความเป็นเจ้าชีวิตไว้ ( ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, อ้างแล้ว , หน้า156-157 )

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ ทรงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการเปลี่ยนจาก “คนของกษัตริย์” ไปเป็นคนในรัฐ โดยรัฐบาลของรัฐประชาชาติตลอดจน เมื่อรัฐบาลได้พยายามผลักดันพระราชบัญญัติอากรมรดก แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวได้รับการต่อต้านจากพระองค์อย่างมาก เป็นต้น

เมื่อความความขัดแย้งระหว่างพระปกเกล้าฯ ผู้ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์เก่าในระบอบใหม่กับรัฐบาลแห่งรัฐประชาชาติดำเนินต่อไป พระองค์ได้ทรงยื่นข้อเรียกร้องที่มีมากขึ้นตามลำดับ และข้อเรียกร้องหลายข้อพระองค์ทรงโจมตีรัฐบาลว่า รัฐบาลเป็นเผด็จการทั้งที่แนวคิดเบื้องแรกในการมีสมาชิกสภาผู้แทนฯประเภท 2 ที่มาจากการแต่งตั้งด้วยพระองค์เองตามรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 มาจากพระราชดำริของพระองค์ที่ต้องการควบคุมทิศทางการเมือง แต่เมื่อทรงพ่ายแพ้ในเวลาต่อมานั้นปรากฏว่า พระองค์ทรงกลับปฏิเสธความรับผิดจากแนวพระราชดำริ แต่ทรงกล่าวโทษรัฐบาลว่าแนวคิดการแต่งตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนฯเป็นของรัฐบาลเนื่องจากรัฐบาลต้องการรวบอำนาจการเมือง ( “คำแถลงประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม” , รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 34 / 2475 (วิสามัญ) วันพุธ ที่ 16 พฤศจิกายน 2475 , รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยที่ 1 พ.ศ.2475 , (พระนคร : อักษรนิติ,2475 ), หน้า 359-360. และ“คำแถลงการณ์ของอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ” , สยามรัฐธรรมนูญการปกครองฉบับถาวร พร้อมด้วยคำแถลงการณ์ของอนุกรรมการ.(พระนคร : หลักเมือง ,2475 ), หน้า 2 , “ (สำเนา) พระราชบันทึก ข้อแก้ไขต่างๆเพื่อเสนอต่อรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร 26 ธันวาคม 2477”, ,แถลงการณ์ เรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ ,(พระนคร: ศรีกรุง,2478 ) ,หน้า 89-90. )

ในขณะที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม สมาชิกคณะราษฎรคนสำคัญ และนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา ได้แถลงเปิดเผยต่อสภาผู้แทนฯถึงเบื้องหลังการครอบงำการร่างรัฐธรรมนูญของเหล่าปฏิปักษ์ปฏิวัติว่า“ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ [10 ธันวาคม 2475] ร่างขึ้นในอิทธิพลของพระมหากษัตริย์และพระยามโนฯ ส่วนพวกเราคณะราษฎรนั้น นานๆพระยามโนฯ [พระยามโน ปกรณ์นิติธาดา] ก็เรียกประชุมถามความเห็น หรือแจ้งพระประสงค์ของพระปกเกล้าฯให้ฟังบางคราวในที่ประชุมนั้น ถ้าเราไม่ยอมตามก็ถูกขู่เข็ญอย่างเต็มที่และเราก็ต้องยอม”
 
นอกจากนี้เขายังแถลงยืนยันต่อสภาผู้แทนฯอีกว่า ความต้องการให้คงสมาชิกสภาผู้แทนฯที่มาจากแต่งตั้งด้วยอำนาจของสถาบันกษัตริย์นานถึง 10 ปี แทนที่จะให้สมาชิกสภาผู้แทนฯทั้งหมดมาจากเลือกตั้งโดยเร็วนั้นเป็นพระราชประสงค์ของพระปกเกล้าฯ หาใช่ความต้องการจากคณะราษฎรแต่อย่างใด ( “คำอภิปรายของนายกรัฐมนตรี เกี่ยวแก่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมบทเฉพาะกาล พ.ศ.2483 ”, ใน กรมโฆษณาการ,ประมวลคำปราศรัยและสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรี ,(พระนคร : พานิชศุภผล ,2483), หน้า 148-149. )

เนื่องจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดที่ร่าง 10 ธันวาคม 2475 นั้นเกือบทั้งหมดเป็นนักกฎหมายที่เป็นพวกรอยัลลิสต์ มีเพียงนายปรีดี พนมยงค์คนเดียวที่เป็นตัวแทนคณะราษฎร ( “รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1/2475 วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475” ,รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยที่ 1 พ.ศ.2475,( พระนคร : อักษรนิติ,2475 ), หน้า 13-14. คณะกรรมกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 10 ธันวาคม 2475 มีจำนวน 9 คน ประกอบด้วย พระยามโนปกรณ์นิติธาดา พระยาเทพวิทูรฯ พระยามานวราชเสวี พระยานิติศาสตร์ไพศาล พระยาปรีดานฤเบศร์ หลวงสินาดโยธารักษ์ พระยาศรีวิสารวาจา พลเรือโทพระยาราชวังสัน และนายปรีดี พนมยงค์ )

ดังที่ได้กล่าวถึง ขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475 ที่สถาบันกษัตริย์ขณะนั้นทรงให้การสนับสนุนข้างต้นแล้ว รวมทั้งข้อเรียกร้องของพระปกเกล้าฯข้างต้นเป็นข้อเรียกร้องที่ละเมิดรัฐธรรมนูญหรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ พระองค์ทรงละเมิดรัฐธรรมนูญ ด้วยทรงกระทำการด้วยพระองค์เองเสมือนหนึ่งมีอำนาจเหนือกฎหมายตามระบอบเก่าที่ผ่านพ้นไป ดุจดังคำแถลงพระยาพหลฯ นายกรัฐมนตรีจากคณะราษฎรต่อสภาผู้แทนฯ ที่สรุปข้อเรียกร้องของพระองค์ก่อนทรงสละราชว่า ข้อเรียกร้องต่างๆที่พระองค์ทรงยื่นเสนอมาต่อรัฐบาลและสภาผู้แทนฯนั้น “ขัดต่อการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญ” ( แถลงการณ์ เรื่อง สละราชสมบัติ , หน้า 177.)

สุดท้ายแล้ว พระปกเกล้าได้ทรงสละราชสมบัติในต้นเดือน มีนาคม 2477 แล้วย่อมหมายถึง สมเด็จฯกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ที่ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการฯได้สิ้นสุดลงด้วย เช่นกัน โดยพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีได้ทาบทามให้สมเด็จฯกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงดำรงตำแหน่งต่อไป แต่ทรงปฏิเสธด้วยเหตุชรา (ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, อ้างแล้ว , หน้า 181. )

เมื่อความขัดแย้งระหว่างสถาบันกษัตริย์จากรัฐสมบูรณาญาสิทธิราช กับรัฐบาลแห่งรัฐประชาชาติจบสิ้นลง รัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากสภาผู้แทนฯ ซึ่งเป็นองค์กรผู้ถืออำนาจอธิปไตยแทนประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยให้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศต่อไปด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ ( ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, อ้างแล้ว, หน้า 189. )

ดังนั้นหากจะกล่าวสรุปถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์ กับรัฐบาลและรัฐสภาที่เกิดขึ้นในช่วงนี้คือ สถาบันการเมืองในระบอบประชาธิปไตยพยายามจำกัดอำนาจการเมืองของสถาบันกษัตริย์ หรือการพยายามจับ “ยักษ์” ใส่กล่องให้มีพฤติกรรมการเมืองตามคัลลองภายใต้รัฐธรรมนูญนั่นเอง

การปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล(2478-2489)

เมื่อพระปกเกล้าฯ กษัตริย์ที่ทรงมาจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช สละราชสมบัติในระบอบประชาธิปไตยแล้ว รัฐบาลและสภาผู้แทนฯแห่งรัฐประชาชาติได้พิจารณาทูลเชิญพระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ยังทรงพระเยาว์ ไม่สามารถปฏิบัติพระราชภารกิจได้ สภาผู้แทนฯจึงได้ตั้งคณะผู้สำเร็จราชการฯขึ้น ( ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, อ้างแล้ว, หน้า 184. )

ประกอบด้วย 1.พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าออศคาร์นุทิศ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ( พันเอก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าออศคาร์นุทิศ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ (2 ธันวาคม 2426 – 13 สิงหาคม 2478) พระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนรัศมี ผู้ทรงเป็นพระอนุชาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์เจ้าออศคาร์นุทิศ ทรงเคยดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสละราชสมบัติ สภาผู้แทนราษฎร ได้มีมติเห็นชอบตามให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 8 แต่เนื่องจากขณะนั้นทรงมีพระชนมายุเพียง 9 พรรษา และกำลังศึกษาอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ ดังนั้นตามรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 สภาผู้แทนฯ มีอำนาจแต่งตั้งคณะบุคคลเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จำนวน 3 คน คือพระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าออศคาร์นุทิศ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ เป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ต่อมา พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ ทรงปลงพระชนม์พระองค์เองเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2478 )

2.พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา 
( พลโท พลเรือโท พลอากาศโท พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ( 24 กรกฎาคม 2447 - สิ้นพระชนม์ 19พฤษภาคม 2489) ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระองค์ทรงทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ร่วมกับพระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าออศคาร์นุทิศ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์, เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม), พลเอกเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน (อุ่ม อินทรโยธิน) และหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) และทรงลาออกเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2487 โดยในระหว่างที่ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น พระองค์ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา )

3.เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) หลังจากที่สภาผู้แทนฯ ได้มีมติแต่งตั้งคณะสำเร็จราชการฯ ขึ้นแล้ว ผู้สำเร็จราชการฯได้เข้าปฏิญานตนต่อสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 24 มีนาคม 2477 ว่า 

“… ข้าพเจ้าได้รับมติเลือกตั้งจากสภาผู้แทนราษฎรนี้ รู้สึกว่าเป็นเกียรติยศอันสูงและสำคัญมาก ข้าพเจ้าจะได้ตั้งใจเพียรพยายามที่จะปฏิบัติราชการในหน้าที่นี้ จนสุดกำลังและสติปัญญาที่สามารถจะพึงกระทำได้ ให้ถูกต้องตามระบอบรัฐธรรมนูญจงทุกประการ เพื่อยังความเจริญมั่นคงแก่ประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญสืบไป”

ควรบันทึกด้วยว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว บทบาทของสถาบันกษัตริย์ผ่านคณะผู้สำเร็จราชการฯในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวอานันทฯกับรัฐบาลแห่งรัฐประชาชาติดำเนินไปได้ด้วยดี แม้ว่ารัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2479 แต่คณะผู้สำเร็จราชการฯ ก็ได้ทรงยอมลงพระนามประกาศใช้กฎหมายนี้ซึ่งหมายความคณะผู้สำเร็จฯ ยินยอมให้รัฐบาลทรงสิทธิในการเข้ามาสำรวจและจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ของรัฐประชาติได้ ( สุพจน์ แจ้งเร็ว. “คดียึดพระราชทรัพย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ”. ศิลปวัฒนธรรม 23, 8 (มิถุนายน 2545 ), หน้า 63-80. )

แต่การที่คณะผู้สำเร็จราชการฯ ตัดสินใจให้กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้นั้น ทำให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ ประธานคณะผู้สำเร็จฯ ได้รับการกดดันจากพระราชวงศ์ชั้นสูงมากจนทำให้ทรงปลงพระชนม์ตนเอง ( พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ทรงปลงพระชนม์ตนเองเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2478 และควรบันทึกด้วยว่าในช่วงเวลานั้น สมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมขุนชัยนาทนเรนทร (รังสิตประยูรศักดิ์ รังสิต) พระราชโอรสพระองค์หนึ่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นศูนย์กลางของการยอมรับจากเหล่าพระราชวงศ์มาก นอกจากนี้ทรงมีความใกล้ชิดกับราชสกุลมหิดลด้วย ต่อมาทรงถูกรัฐบาลจับกุมฐานทรงก่อกบฏต่อต้านรัฐบาลและทรงถูกตัดสินลงโทษประหารชีวิตในปี 2482 แต่รัฐบาลแห่งรัฐประชาชาติลดโทษให้พระองค์เพียงจำคุกตลอดชีวิตและถอดอิสริยยศลงเป็นนายรังสิตประยูรศักดิ์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลได้นิรโทษกรรมและคืนอิสริยยศให้พระองค์กลับคืนสู่พระราชวงศ์อีกครั้ง หลังการสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเมื่อ 2489 ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการฯ ในต้นรัชกาลปัจจุบัน ต่อมาทรงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการรัฐประหาร 2490 ที่ทำให้สถาบันกษัตริย์กลับมามีอำนาจทางการเมืองอีกครั้ง (โปรดดู Edwin F. Stanton , Brief Authority : Excursion of a Common Man in an Uncommon World , [New York: Harper & Brothers Publishers ,1956 ] , p.210 .)

ปัญหาการเมืองในราชสำนักในช่วงของการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้ ทำให้พระยาพหลฯ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ได้กล่าวถึงเงื่อนงำที่ทำให้ประธานคณะผู้สำเร็จฯทรงปลงพระชนม์ตนเองต่อสภาผู้แทนฯ ว่า 

“ … พระองค์ [พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์] ปฏิบัติงานในหน้าที่ประธานผู้สำเร็จราชการด้วยความเรียบร้อย แต่พระองค์ลำบากใจในการปฏิบัติงานในฐานะทรงเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของพระปกเกล้าฯ ได้ทรงถูกเจ้านายบางพระองค์กล่าวเสียดสีการปฏิบัติงานของพระองค์ในหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จึงได้ทรงปลงพระชนม์พระองค์เอง” ( ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, , อ้างแล้ว, หน้า 206 )

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เมื่อสถาบันกษัตริย์ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวอานันทฯ นั้นยอมอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่เหล่าปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475 ที่มีพระราชวงศ์และกลุ่มรอยัลลิสต์จำนวนหนึ่ง กลับปฏิเสธการยอมรับระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และทำกดดันการปฏิบัติหน้าที่ของประธานผู้สำเร็จราชการฯหรือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ จนพระองค์ต้องทรงปลงพระชนม์ตนเอง ทำให้รัฐประชาชาติสูญเสียประธานคณะผู้สำเร็จราชการฯ ที่ทรงยินยอมนำพาสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ใต้รัฐธรรมนูญไปอย่างน่าเสียดาย

ต่อมา สภาผู้แทนฯได้ลงมติเลือกตั้งซ่อมตำแหน่งที่ว่างในคณะผู้สำเร็จราชการฯ และได้ เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน (อุ่ม อินทรโยธิน) แทนพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ ที่ทรงสวรรคตไป เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2478

จากนั้นสภาผู้แทนฯ มีมติแต่งตั้งให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา เป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการฯ ( ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, , อ้างแล้ว, หน้า 206 )

ทั้งนี้ตลอดช่วงที่พระองค์เจ้าอาทิตย์ เป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการฯ ทรงให้การสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญนี้ มีส่วนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์และรัฐบาลกับสภาผู้แทนฯ เริ่มเกิดแบบแผนขึ้น เช่น ในปี 2480 ได้เกิดปัญหาเรื่องขายที่ดินของพระคลังข้างที่ ทำให้คณะผู้สำเร็จราชการฯ ลาออก แต่สภาผู้แทนฯได้เลือกตั้งคณะผู้สำเร็จราชการฯ ชุดเดิมกลับเข้าดำรงตำแหน่งอีก จากเหตุ เรื่องปัญหาการขายที่ดินดังกล่าวมีผลทำให้พระยาพหลฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลได้ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่สภาผู้แทนฯ เชื่อมั่นในความบริสุทธิของรัฐบาลอีกทั้งคณะผู้สำเร็จราชการฯ เห็นด้วยกับมติของสภาผู้แทนฯจึง ทรงแต่งตัั้งให้พระยาพหลฯกลับเข้าเป็นนายกรัฐมนตรีอีกวาระหนึ่ง ( เลียง ไชยกาล , คำแถลงการณ์ รายงานคณะกรรมการพิจารณา เรื่อง ซื้อ ขายที่ดินพระคลังข้างที่, (พระนคร: คณะวัฒนานุกูล, 2480).; ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์ , อ้างแล้ว, หน้า 232-241. )

จากเหตุการณ์ข้างต้นเห็นได้ว่า ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์ผ่านคณะผู้สำเร็จราชการฯในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันท์ฯ กับรัฐบาล และสภาผู้แทนฯ ในช่วงดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่สำคัญยิ่งของการวางแบบแผนของปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ โดยที่สถาบันกษัตริย์ และรัฐบาลให้ความสำคัญกับสภาผู้แทนฯ ผู้เป็นตัวแทนประชาชนอย่างสูง จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ “ยักษ์” ยอมอยู่ในกล่อง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่น่าศึกษายิ่ง

ช่วงปลายทศวรรษ 2470 - ปลายทศวรรษ 2480 ราว 11 ปีภายใต้รัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวอานันทฯ เป็นช่วงของการที่รัฐบาลแห่งรัฐประชาชาติได้เดินหน้าสร้างความเป็นสมัยใหม่ (Modern) ความเสมอภาค โดยรัฐบาล และสภาผู้แทนฯ ได้ผลักดันกฎหมายที่สร้างความเป็นธรรมให้กับสังคมอย่างสำคัญ เช่น การพลักดันพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลรัษฎากร การยกเลิกเงินค่ารัชูปการ ภาษีสมพัตสร และอากรค่านา (ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, , อ้างแล้ว, หน้า 287-288.)

ตลอดจน การสร้างความเป็นสมัยใหม่ในทางวัฒนธรรม การประกาศรัฐนิยม การเปลี่ยนชื่อประเทศ โดยประธานผู้สำเร็จราชการฯ ทรงให้การสนับสนุนรัฐบาลในโครงการการเดินหน้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ ดังเห็นได้จากพระองค์ได้ทรงแต่งกายทันสมัยเป็นสากล เป็นต้น 

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 คืบคลานเข้าสู่ไทย โดยญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในไทยเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2484 รัฐบาลสมัยจอมพล ป. ได้เสนอให้สภาผู้แทนฯ ตั้ง นายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการฯ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2484 แทนเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ซึ่งถึงแก่อสัญกรรมไปก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2481 

ต่อมาเมื่อเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน ถึงแก่อสัญกรรมในปี พ.ศ. 2485 คณะผู้สำเร็จราชการฯ จึงเหลือเพียง 2 คน คือ พระองค์เจ้าอาทิตย์ และนายปรีดีเท่านั้น ในช่วงเวลาดังกล่าว ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์ กับรัฐบาลค่อนข้างราบรื่น เนื่องจากประธานคณะผู้สำเร็จราชการฯ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาล เช่น พระองค์เจ้าอาทิตย์ อีกทั้ง นายปรีดี แกนนำในคณะราษฎรได้มีส่วนร่วมในคณะผู้สำเร็จราชการฯ ด้วย และในช่วงท้ายสงครามโลก จอมพล ป.นายกรัฐมนตรีได้พ่ายแพ้ต่อสภาผู้แทนฯ ในการผลักดันพระราชกำหนดระเบียบบริหารนครบาลเพ็ชรบูรณ์ และพระราชกำหนดอื่นๆให้เป็นพระราชบัญญัติ แต่ความพ่ายแพ้ดังกล่าวทำให้ จอมพล ป. ขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลเมื่อ 24 กรกฎาคม 2487 ไม่นานจากนั้น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาได้ทรงลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2487 ทำให้สภาผู้แทนฯ แต่งตั้ง ให้นายปรีดี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แต่ผู้เดียว (ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, , อ้างแล้ว, หน้า 437. )

อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก และไทยได้ยอมเป็นพันธมิตรกับฝ่ายอักษะแล้ว แต่ในเวลาต่อมาสถานการณ์สงครามในยุโรปเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อฝ่ายอักษะเริ่มตกเป็นฝ่ายรับ จากรุกรบของกองทัพสัมพันธมิตร มีผลทำให้นายปรีดีได้เริ่มก่อตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้น เพื่อต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น เมื่อจอมพล ป. ลาออกจากตำแหน่งแล้ว นายปรีดี ในฐานะผู้สำเร็จราชการฯ ได้เชิญประธานสภาผู้แทนฯ (พระยามานวราชเสวี) ปรึกษาถึงสถานการณ์ระหว่างประเทศและสนับสนุนให้ นายควง อภัยวงศ์ซึ่งเป็นรองประธานสภาฯขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน จอมพล ป.และจากนั้นผู้สำเร็จราชการฯ ได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้จอมพล ป. เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ( ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, , อ้างแล้ว, หน้า 441. )

ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กำลังจะจบสิ้นลง นายปรีดี แกนนำสำคัญในคณะราษฎรและในฐานะผู้สำเร็จราชการฯ พยายามปรองดองกับปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475 หรือพระราชวงศ์ชั้นสูง และพวกรอยัลลิสต์ด้วยการได้ผลักดันให้อภัยโทษและคืนฐานันดรศักดิ์ให้แก่นักโทษการเมืองที่เป็นเจ้านายชั้นสูง เช่น นายรังสิตประยูรศักดิ์ รังสิต กลับคืนเป็นกรมขุนชัยนาทนเรนทร และพวกรอยัลลิสต์ที่เคยเป็นปฏิปักษ์ปฏิวัติในหลายกรณี โดยนายปรีดีคาดหวังให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันเพื่อทำงานให้รัฐประชาชาติ และลบความขัดแย้งเมื่อครั้งเก่า แต่ความคาดหวังของเขานี้ได้รับการตอบรับน้อยมากจากเหล่าปฏิปักษ์ปฏิวัติ ( “ The Development of Siamese Politics ” , “A Memorandum on a certain aspect of the Siamese Politics for His Majesty The King, 20 June 1947” , หม่อมเจ้า ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน , 1 ศตวรรษ ศุภสวัสดิ์ , (กรุงเทพฯ :อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ้ง, 2543).

แต่อะไรคือ รางวัลที่เหล่าปฏิปักษ์ปฏิวัติมอบให้กับนายปรีดีผู้ปลดปล่อยพวกเขาให้มีอิสรภาพ ???

ไม่นานหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง พระเจ้าอยู่หัวอานันทฯ ทรงได้แต่งตั้งให้ นายปรีดี เป็นรัฐบุรุษอาวุโส มีหน้าที่ให้คำปรึกษากิจการราชการแผ่นดิน และทรงได้ลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญฉบับ 2489 ที่สะท้อนให้เห็นถึงทรงได้มีพระราชปณิธานยืนยันแบบธรรมเนียมทางการเมืองที่ถือกำหนดขึ้นโดยทรงยินยอมเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ก่อตัวขึ้นหลังการปฏิวัติ 2475 ต่อไป ทั้งนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2489 ได้มีบทบัญญัติเี่กี่ยวกับการสืบราชสมบัตินั้นยังคงเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ 2467 ที่อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐสภาที่มีทั้งพฤฒิสภา (วุฒิสภา) และสมาชิกสภาผู้แทนฯที่มาจาการเลือกตั้งของประชาชนตามหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างเต็มที่ 

ดังปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับ 2489 ว่า “มาตรา ๑๐ ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ จะได้ทรงตั้งบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะขึ้นให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา ถ้าหากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งหรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้ ให้รัฐสภาปรึกษากันตั้งขึ้น และในระหว่างที่รัฐสภายังมิได้ตั้งผู้ใด ให้สมาชิกพฤฒิสภาผู้มีอายุสูงสุดสามคนประกอบเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นชั่วคราว

มาตรา ๑๑ ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลง และมิได้มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตั้งไว้ตามความในมาตรา ๑๐ ให้สมาชิกพฤฒิสภาผู้มีอายุสูงสุดสามคนประกอบเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นชั่วคราว”

แต่หลังสิ้นสุดรัชกาลของพระองค์ด้วยโศกนาฏกรรมที่น่าฉงน และเริ่มต้นรัชกาลใหม่ สิ่งที่นายปรีดีได้รับการตอบแทนจากเหล่าปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475 ที่ชิงชังระบอบประชาธิปไตยซึ่งเขาได้ปลดปล่อยคนเหล่านั้น ออกจากการลงทัณฑ์ ด้วยเขามีความหวังว่า คนเหล่านั้นจะลืมระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชและยอมปรับตัวอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยต่อไป แต่เขาคาดการณ์ผิด และสิ่งที่เขาได้รับจากคนเหล่านั้น แทนที่จะเป็นความร่วมซาบซึ้งใจในความใจกว้างของรัฐบาลแห่งรัฐประชาชาติ แต่กลับกลายเป็นว่า เขากลับถูกกล่าวหาจากคนเหล่านั้นว่าเขาเป็นอาชญากรผู้เกี่ยวข้องกับการสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวอานันทฯ ในเวลาต่อมา

การโต้กลับระบอบประชาธิปไตย การรัฐประหาร 2490 กับการปลดปล่อยอำนาจของ
สถาบันกษัตริย์

ทันทีที่สถาบันกษัตริย์ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทฯ ผู้ทรงยอมรับแบบธรรมเนียมความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมืองที่คณะผู้สำเร็จราชการฯ ผู้เป็นตัวแทนของพระองค์ได้ปฏิบัติภายใต้รัฐธรรมนูญ พระองค์ทรงได้สวรรคตอย่างฉับพลันเมื่อ 9 มิถุนายน 2489 ตามรัฐธรรมนูญฉบับ 2489 ที่เพิ่งประกาศใช้ใหม่นั้นมีบัญญัติกำหนดให้สมาชิกพฤฒิสภา (ต่อมาเรียกวุฒิสภา) ผู้มีอายุสูงสุดจำนวน 3 คน ดำรงตำแหน่งเป็นคณะผู้สำเร็จราชการฯ ชั่วคราวเมื่อกษัตริย์มิอาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ในครั้งนั้นพฤฒิสภาได้แต่งตั้ง พระสุธรรมวินิจฉัย พระยานนท์ราชสุวัจน์ และนายสงวน จูฑะเตมีย์ให้ดำรงตำแหน่งคณะผู้สำเร็จราชการฯ แต่คณะผู้สำเร็จราชการฯ ชุดนี้ดำรงตำแหน่งเพียงชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน –16 มิถุนายน 2489 หรือราวกว่าสัปดาห์เท่านั้น ( ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, อ้างแล้ว ,หน้า 535. )

เนื่องจากฝ่ายราชสำนักที่ประกอบไปด้วยพระราชวงศ์ชั้นสูง และกลุ่มรอยัลลิสต์จำนวนหนึ่ง ที่เคยเป็นอดีตนักโทษการเมืองผู้เป็นปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475 ที่เพิ่งได้รับการปลดปล่อยจากการลงทัณฑ์ พวกเขามีความต้องการเข้าควบคุมทิศทางสถาบันกษัตริย์ในรัชกาลใหม่ผ่านผู้สำเร็จราชการฯต่อไป ดังจะกล่าวต่อไปข้างหน้า

อย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลได้ปลดปล่อยเหล่าปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475 ให้มีอิสระ ดังนั้นไม่แต่เพียงในพื้นที่ทางการเมืองไทยหลังสงครามโลกที่มากด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่มาจากสถานการณ์สงครามเท่านั้น ที่ทำให้รัฐบาลเผชิญกับปัญหาต่างๆนานา แต่พื้นที่ทางการเมืองไทยในขณะนั้นก็พลุกพล่านไปด้วยเหล่าผู้ที่ชิงชังระบอบประชาธิปไตย ความเคลื่อนไหวของพวกเขามีส่วนในการสร้างความปั่นป่วนทางการเมืองหลังสงครามโลกของไทยให้ทวีความยุ่งยากมากขึ้น ในขณะนั้น สมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมขุนชัยนาทนเรนทร อดีตแกนนำปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475 ในช่วงต้นของระบอบประชาธิปไตยทรงได้พ้นโทษจากฐานะนักโทษเด็ดขาดฐานกบฏ

ต่อมาพระองค์ได้ทรงกลายเป็นแกนนำและทรงมีอิทธิพลเหนือกลุ่มรอยัลลิสต์ในขณะนั้น ภายหลังสงครามโลกสิ้นสุดลง สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี อดีตพระราชินีของพระปกเกล้าฯ ทรงเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ได้เสด็จนิวัตจากอังกฤษกลับมาไทย จากรายงานทางการทูตของสหรัฐฯ หลังสงครามโลกได้รายงานว่า ทรงให้การสนับสนุนราชสกุลจักรพงษ์ให้มีอำนาจเหนือราชสำนัก ( NARA, RG 59 Central Decimal file 1945-1949 Box 7250, Major Arkadej Bijayendrayodhin to Gentleman of the Foreign Relations Washington D.C., 16 September 1945.ในรายงานบันทึกว่า สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ทรงต้องการให้พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์หย่ากับชายาที่เป็นชาวต่างประเทศ (หม่อมอลิสเบธ) และมาเสกสมรสกับพระขนิษฐาคนเล็กต่างมารดาของพระองค์เพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการสืบราชบัลลังก์ของสองราชตระกูล โดยพวกเขาต้องการให้อังกฤษสนับสนุนราชบัลลังก์ของกษัตริย์ไทยพระองค์ใหม่ ในขณะนั้นภาพลักษณ์ของพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ นั้นทรง“นิยมอังกฤษ เต็มอังกฤษ”(กนต์ธีร์ ศุภมงคล, การวิเทโศบายของไทย ระหว่างปีพุทธศักราช 2483 ถึง 2495,[กรุงเทพฯ: โพสต์ พับลิชชิ6ง จำกัด, 2537],หน้า 71.).

สถานการณ์ดังกล่าวจึงนำไปสู่การช่วงชิงการนำทางการเมืองในราชสำนัก อีกทั้งเมื่อ 9 มิถุนายน 2489 ตำแหน่งกษัตริย์ว่างลงอย่างฉับพลันยิ่งมีส่วนเร่งการต่อสู้ทางการเมืองในราชสำนักอย่างแหลมคมมากยิ่งขึน

ดังนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญ 2489 บัญญัติให้ผู้อาวุโสจากพฤฒิสภาดำรงตำแหน่งคณะผู้สำเร็จราชการฯชั่วคราวทำให้กลุ่มการเมืองในราชสำนักไม่พอใจและเร่งให้เกิดการตั้งคณะผู้สำเร็จราชการฯชุดใหม่แทนคณะผู้สำเร็จราชการฯ ชั่วคราวที่มาจากพฤฒิสภา การต่อสู้ของกลุ่มการเมืองในราชสำนักที่เกิดขึ้นขณะนั้นดูราวกับว่า พวกเขาไม่สนใจความเป็นไปของชาติหลังสงครามโลกมากไปกว่าการจัดการเรื่องผลประโยชน์ของพวกของตนให้เสร็จสิ้น ด้วยการผลักตัวแทนฝ่ายตนเข้ากุมคณะผู้สำเร็จราชฯ ให้สำเร็จ จากรายงานทางการทูตได้รายงานการต่อสู้ในราชสำนักขณะนั้นว่า สามารถแบ่งกลุ่มการเมืองในราชสำนักได้ออกเป็น 2 ปีก คือ
 
ปีกแรก มีสมเด็จพระนางเจ้ารำไพฯ เป็นแกนนำ ทรงมีความต้องการดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการฯเพื่อทบทวนสิทธิที่ควรเป็น กล่าวคือ ทรงมีความต้องการให้สืบสันตติวงศ์หวนกลับคืนมาสู่สายของสมเด็จฯพระพันปีหลวง ในขณะที่อีกปีกหนึ่ง มีแรงผลักดันให้กรมขุนชัยนาทนเรนทรเป็นตัวแทนในการทำหน้าที่ปกป้องสิทธิให้การสืบสันติวงศ์คงอยู่ในสายสมเด็จฯ พระพันวษาต่อไป สุดท้ายแล้ว การประลองกำลังของการเมืองในราชสำนักก็จบสิ้นลงด้วย ราชสำนักได้เสนอชื่อ กรมขุนชัยนาทนเรนทร เป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการแต่เพียงพระนามเดียว ส่วนรัฐบาลได้เสนอ พระยามานวราชเสวี เป็นผู้สำเร็จราชการฯ อีกคนซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาล ( NARA, RG 59 Central Decimal file 1945-1949 Box 7250, Yost to Secretary of State, 11 June 1946.; NARA,RG 59 Central Decimal file 1945-1949 Box 7250, Yost to Secretary of State, 26 June 1946.; NARA, RG 59 Central Decimal file 1945-1949 Box 7250, Yost to Secretary of State, 18 June 1946.; NARA, RG 59 Central Decimal file 1945-1949 Box 7250, Stanton to Secretary of State, “Fortnightly Summary of Political event in Siam for the Period 16-31 August 1946”.; ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, , อ้างแล้ว, หน้า 543. เริ6มปฏิบัติหน้าที่ 16 กรกฎาคม 2489 )

จะเห็นได้ว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว คณะผู้สำเร็จราชการฯในช่วงเวลานั้น รัฐบาลยังคงมีตัวแทนในการดูแลความเป็นไปของสถาบันกษัตริย์ให้วางอยู่ใต้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนได้

ไม่นานจากนั้นรัฐบาลได้แต่งตั้งกรรมการสอบสวนคดีสวรรคตขึ้น ผลการสอบสวนมีความคืบหน้ามากขึ้น จนอาจระบุผู้ต้องสงสัยได้ คณะกรรมการสืบสวนชุดนี้ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ และพระราชวงศ์ระดับสูงที่มี พระองค์เจ้าธานีนิวัต พระองค์เจ้าจุมภฏบริพัตร และพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคคลร่วมเป็นกรรมการ เมื่อการสอบสวนคดีดังกล่าวในช่วงรัฐบาลของ พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ มีความคืบหน้าที่น่าพึงพอใจ (โปรดดู สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, “ข้อมูลใหม่ กรณีสวรรคต:หลวงธำรงระบุชัดผลการสอบสวน ใครคือผู้ต้อง สงสัยที่แท้จริง” , “บันทึกของเคนเน็ธ แลนดอน เกี่ยวกับกรณีสวรรคตและข่าวลือเรื่อง แผนการใหญ่ของพี่น้องปราโมช” , “ว่าด้วยจดหมายเปิดเผยความลับกรณีสวรรคตของ ‘ปรีดี’ ที่เพิ่งเผยแพร่”, ฟ้าเดียวกัน 7, 3 (กรกฎาคม- กันยายน 2552),

ไม่นานจากนั้นก็เกิดการรัฐประหารเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2490 การัฐประหารดังกล่าว สำเร็จลงได้ด้วยการให้การช่วยเหลือของ กรมขุนชัยนาทนเรนทรหนึ่ง ในคณะผู้สำเร็จราชการฯ ที่ทรงรับรองการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลพลเรือถวัลย์ และทรงลงนามประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2490 ด้วยพระองค์แต่เพียงผู้เดียวโดยปราศจากการลงนามของพระยามานวราชเสวี ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้สำเร็จราชการฯ ซึ่งบุคคลท่านหลังนี้เป็นตัวแทนฝ่ายรัฐบาลแห่งรัฐประชาชาติ ( Edwin F. Stanton , Ibid, p. 210 )

ที่สำคัญคือ การรัฐประหารครั้งนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของการรัฐประหารที่ได้รับรองความชอบธรรมจากสถาบันกษัตริย์จนทำให้การกระทำที่ผิดกฎหมายนี้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยากนัก

ด้วยเหตุนี้จึงสามารถวิเคราะห์อย่างไม่ยากว่า บทบาทของกรมขุนชัยนาทนเรนทรซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการฯอันเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันกษัตริย์ได้ทรงละเมิดรัฐธรรมนูญอย่างรุนแรงที่สุด ด้วยการสนับสนุนให้เกิดการทำลายรัฐธรรมนูญฉบับ 2489 ลง ดังนั้นบทบาทดังกล่าวของผู้สำเร็จราชการฯ ในการสนับสนุนการรัฐประหาร 2490 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทางการเมืองจำนวนมากที่ตามมา กล่าวอีกอย่างได้ว่า บทบาทของสถาบันกษัตริย์ขณะนั้น ได้ทำลายรากฐานความสัมพันธ์ที่เหมาะสมระหว่างสถาบันกษัตริย์กับรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญที่ก่อรูปร่างในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวอานันทฯ ลงเสีย จนนำไปสู่กำเนิดระบอบการปกครองอันแปลกประหลาดที่มีระบอบที่ชื่อประชาธิปไตย แต่มิใช่การปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชนอีกต่อไป หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ กล่องแพนโดรา ได้ถูกเปิดออกแล้ว

ส่วนที่ 2
จากระบอบประชาธิปไตยทีีมีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ 
สู่
“ระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”
หลังการรัฐประหาร 2490

กำเนิดระบอบประชาธิปไตยแบบอำนาจจำกัดด้านกลับของ
“ระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”

หลังการรัฐประหารที่ฉีกรัฐธรรมนูญ 2489 ที่พระเจ้าอยู่อานันทฯ ทรงลงพระปรมาภิไธย ยอมอยู่ใต้รัฐธรรมนูญแล้ว ในเช้าวันรุ่งขึ้น หลังการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 รัฐธรรมนูญฉบับ 2490 ที่กรมขุนชัยนาทนเรนทร ผู้สำเร็จราชการฯ แต่เพียงพระองค์เดียวที่ลงนามประกาศใช้นั้น ได้บัญญัติให้สถาบันกษัตริย์มีอิสระในการแต่งตั้ง อภิรัฐมนตรีซึ่ง เป็นกลไกของสถาบันกษัตริย์จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชให้ฟื้นกลับมาในระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง
 
กลไกดังกล่าวประกอบด้วยประธานอภิรัฐมนตรีและอภิรัฐมนตรี (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นองคมนตรี) ซึ่งมีพระองค์ทรงเป็นประธานฯ และมีพระองค์เจ้าธานีนิวัต พระองค์เจ้าอลงกฎ พระยามานวราชเสวีและ พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส เป็นสมาชิกทำหน้าที่ผู้สำเร็จการฯ ในทันที ( ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, , อ้างแล้ว, หน้า 582-583 )

เราอาจวิเคราะห์ได้ว่า ความพยายามของสถาบันกษัตริย์ผ่านผู้สำเร็จราชการฯ ประสบความสำเร็จในการสนับสนุนการรัฐประหาร 2490 ต่อมา พวกเขาได้เขามาทำหน้าที่สถาปนิกทางการเมืองด้วยการออกแบบระบอบการเมืองที่กำหนดความสัมพันธ์ทางการเมืองใหม่ที่เอื้อประโยชน์ให้กับพวกเขา เช่น การร่างรัฐธรรมนูญ 2490 และรัฐธรรมนูญ 2492 หรือ “รัฐธรรมนูญรอยัลลิสต์” ที่พวกเขาได้ประดิษฐ์ระบอบการเมืองที่พวกเขาต้องการขึ้นมาและ เรียกนววัตกรรมทางการเมืองนี้ว่า “ระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ซึ่งเป็นข้อความที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนหลังการปฏิวัติ 2475 และอาจกล่าวได้ว่าระบอบการเมืองนี้เป็นระบอบที่ประชาชนมีอำนาจการเมืองลดลง แต่สถาบันกษัตริย์มีอำนาจมากขึ้นเช่น 

การแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาโดยอำนาจตามพระราชอัธยาศัยของสถาบันกษัตริย์ การแต่งตั้งอภิรัฐมนตรี (ต่อมาเรียกองคมนตรี) ตามอำนาจตามพระราชอัธยาศัย การแต่งตั้งเหล่านี้ปลอดการควบคุมจากสถาบันการเมืองอื่นที่ตั้งอยู่บนหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน เช่น รัฐบาลหรือรัฐสภา กล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ ระบอบดังกล่าวเป็นระบอบการเมืองที่ประชาชนถูกจำกัดอำนาจ หรือ “แจ็ค” ถูกจับใส่กล่องเสียแล้ว จากนั้นพวกเขาสร้างคำปฏิญาณในการปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับ 2492 นี้อย่างสุดความสามารถว่า 

“มาตรา ๒๒ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามความในมาตรา ๑๙ หรือมาตรา ๒๐ ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมรัฐสภา ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้

“ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า จะซื่อสัตย์สุจริต และจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ (พระบรมนามาภิไธย) และจะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ”

ดังนั้นจากบริบทการเมืองหลังการสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวอานันทฯ และการรัฐประหาร 2490 เราสามารถกล่าวได้ว่า ยิ่งรัฐบาลแห่งรัฐประชาชาติสูญเสียการเหนี่ยวรั้งให้สถาบันกษัตริย์ยึดโยงกับแนวคิดอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนมากเท่าไร ก็อาจจะเกิดการเป็นปฏิปักษ์กับต่อกันมากขึ้นเท่านั้น และควรบันทึกด้วยว่า ก่อนการรัฐประหาร 2490 ปัญหาความมุ่งมั่นในการคลี่คลายสาเหตุการสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวอานันทฯ โดยรัฐบาลได้สร้างความวิตกให้กับราชสำนักอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่รัฐบาลพลเรือตรี ถวัลย์ เดินหน้าการสืบสวนหาสาเหตุอย่างต่อเนื่อง ( โปรดดู สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, “ข้อมูลใหม่ กรณีสวรรคต:หลวงธำรงระบุชัดผลการสอบสวน ใครคือผู้ต้องสงสัยที่แท้จริง” , “บันทึกของเคนเน็ธ แลนดอน เกี่ยวกับกรณีสวรรคตและข่าวลือเรื่อง แผนการใหญ่ของพี่น้องปราโมช” , “ว่าด้วยจดหมายเปิดเผยความลับกรณีสวรรคตของ ‘ปรีดี’ ที่เพิ่งเผยแพร่”, ฟ้าเดียวกัน 7, 3 (กรกฎาคม- กันยายน 2552), หน้า60-93. )

ดังนั้นความคิดของพระราชวงศ์ชั้นสูงและกลุ่มรอยัลลิสต์ขณะนั้นจึงต้องการยุติการเดินหน้าของรัฐบาลที่จะไขปริศนาดังกล่าวด้วยการสนับสนุนการรัฐประหาร 2490 จากนั้นพวกเขาได้เข้าร่วมในร่างรัฐธรรมนูญที่จะสร้างความมั่นคงในการสืบราชสมบัติให้มากขึ้น น่าสังเกตุว่า จากเดิมที่บทบัญญัติในหมวดกษัตริย์มีเพียงไม่กี่มาตราแต่ภายหลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทฯ และการรัฐประหาร 2490 กลับมีผลโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของจำนวนมาตราในหมวดกษัตริย์ ( โปรดดู ณัฐพล ใจจริง. “ความชอบด้วยระบอบ: วิวาทะว่าด้วยอำนาจของ‘รัฐฏาธิปัตย์’ในคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญ (2475-2500)”. ศิลปวัฒนธรรม , ปี 28, ฉบับ 3 (มกราคม 2550), หน้า 79-106. )

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ว่าด้วยการสืบราชสมบัติ ตลอดจน การตั้งผู้สำเร็จราชการฯ กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกบัญญัติในลักษณะที่ราชสำนักสามารถควบคุมทิศทางได้ให้ปรากฎรัฐธรรมนูญฉบับ 2490
ฉบับ 2492 และฉบับ 2475 แก้ไข 2495 อย่างไม่เคยมีมาก่อน ดังการเปรียบเทียบดังต่อไปนี้ 

รัฐธรรมนูญ 2490 

มาตรา ๙ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งอภิรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งสำหรับถวายคำปรึกษาในราชการแผ่นดิน

มาตรา ๑๐ ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักรหรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ จะได้แต่งตั้งอภิรัฐมนตรีขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ถ้าพระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้ง หรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้ ก็ให้คณะอภิรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินในหน้าที่คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทันที

มาตรา ๑๑ ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลงและมิได้มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามความในมาตรา ๑๐ ก็ให้คณะอภิรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินในหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราว จนกว่าจะได้ประกาศแต่งตั้งผู้สืบสันตติวงศ์ในหน้าที่พระมหากษัตริย์ต่อไป

มาตรา ๑๒ การสืบราชสมบัติให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ และประกอบด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา

รัฐธรรมนูญ 2492

มาตรา ๑๙ ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ จะได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่ง ด้วยความเห็นชอบของรัฐสภาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

มาตรา ๒๐ ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามความในมาตรา ๑๙ ก็ดี ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ หรือเพราะเหตุอื่นใดก็ดีให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อผู้ใดผู้หนึ่งที่สมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ก็ให้ประธานรัฐสภาประกาศในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์แต่งตั้งผู้นั้น เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

มาตรา ๒๑ ในระหว่างที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๙ หรือมาตรา ๒๐ ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปพลางก่อน 

ในกรณีที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามความในมาตรา ๑๙ หรือมาตรา ๒๐ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราว 

ในระหว่างที่ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามความในวรรคแรกก็ดีในระหว่างที่ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามความในวรรคสองก็ดี ประธานองคมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นประธานองคมนตรีมิได้
 
ในกรณีที่ประธานองคมนตรีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ให้คณะองคมนตรีเลือองคมนตรีคนหนึ่งขึ้นเป็นประธานองคมนตรีชั่วคราว

มาตรา ๒๒ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามความในมาตรา ๑๙ หรือมาตรา ๒๐ ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมรัฐสภา ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้

“ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า จะซื่อสัตย์สุจริตและจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ (พระบรมนามาภิไธย) และจะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

มาตรา ๒๓ การสืบราชสมบัติให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ และประกอบด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา
 
การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ จะกระทำมิได้
 
มาตรา ๒๔ พระมหากษัตริย์ทรงบรรลุนิติภาวะเมื่อพระชนมายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์

มาตรา ๒๕ ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลง ให้คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศเพื่อให้ประชาชนทราบ

ในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ตามมาตรานี้ ถ้าได้มีการแต่งตั้งผู้ใดเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้ตามความในมาตรา ๑๙ หรือ มาตรา ๒๐ ก็ให้ผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปพลางก่อนแต่ถ้าไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ดังกล่าวนี้ก็ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปพลางก่อน

ในกรณีประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามความในวรรคก่อน ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๑ วรรคสาม และวรรคสี่มาใช้บังคับ

รัฐธรรมนุญฉบับ 2475 แก้ไขเพิ่มเติม 2495

มาตรา ๑๗ ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ จะได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

มาตรา ๑๘ ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามความในมาตรา ๑๗ ก็ดี ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ หรือเพราะเหตุอื่นใดก็ดี ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อผู้ใดผู้หนึ่งที่สมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบแล้ว ก็ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรประกาศในพระปรมาภิไธย
 
พระมหากษัตริย์แต่งตั้งผู้นั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในกรณีที่ไม่มีคณะองคมนตรี ให้คณะรัฐมนตรีทำหน้าที่แทนคณะองคมนตรีตามความในวรรคแรก

มาตรา ๑๙ ในระหว่างที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๑๘ ก็ดี ในกรณีที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามความในมาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๑๘ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งก็ดี ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทน
พระองค์ชั่วคราว

ในระหว่างที่ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ประธานองคมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นประธานองคมนตรีมิได้ ในกรณีที่ประธานองคมนตรีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ให้คณะองคมนตรีเลือกองคมนตรีคนหนึ่งขึ้นเป็นประธานองคมนตรีชั่วคราว ในกรณีที่ไม่มีคณะองคมนตรี ให้คณะรัฐมนตรีทำหน้าที่แทนประธานองคมนตรีตามความในวรรคแรก

มาตรา ๒๐ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับแต่งตั้งตามความในมาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๑๘ ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรด้วยถ้อยคำว่า จะซื่อสัตย์สุจริตและจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติ
ตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ

มาตรา ๒๑ การสืบราชสมบัติให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ และประกอบด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ จะกระทำมิได้

มาตรา ๒๒ พระมหากษัตริย์ทรงบรรลุนิติภาวะเมื่อพระชนมายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์

มาตรา ๒๓ ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลง ให้คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ ต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้สภาอัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานสภาประกาศเพื่อให้ประชาชนทราบ

ในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ตามมาตรานี้ ถ้าได้มีการแต่งตั้งผู้ใดเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้ ตามความในมาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๑๘ ก็ให้ผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปพลางก่อน แต่ถ้าไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ดังกล่าวนี้ ก็ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปพลางก่อน

ในกรณีที่ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามความในวรรคก่อน ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๙ วรรคสองและวรรคสามมาใช้บังคับ ในกรณีที่ไม่มีคณะองคมนตรี ให้คณะรัฐมนตรีทำหน้าที่แทนคณะองคมนตรี หรือประธานองคมนตรีแล้วแต่กรณี

แม้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2492 หรือ“รัฐธรรมนูญรอยัลลิสต์”ที่ถูกร่างขึ้นโดยกลุ่มรอยัลลิสต์ท่ามกลางความไม่คืบหน้าของการสอบสวนคดีสวรรคตนั้น จะบัญญัติให้การเสนอพระนามกษัตริย์พระองค์ใหม่จะต้องเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลและการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการฯ นั้น รัฐสภาจะให้ความเห็นชอบก่อนก็ตาม แต่การบัญญัติให้กิจกรรมเหล่านั้น ต้องให้รัฐสภาเห็นชอบนี้วิเคราะห์ได้ว่า มิใช่ว่าพวกเขามีความศรัทธาในรัฐสภา แต่เกิดจากในขณะนั้นพวกเขาสามารถคุมรัฐสภาได้ต่างหาก ช่วงเวลานั้นวุฒิสภาทั้งหมดมาจากการแต่งตั้ง โดยสถาบันกษัตริย์ ซึ่งขณะนั้น มีกรมขุนชัยนาทนเรนทรเป็นผู้สำเร็จราชการฯ ส่วนสภาผู้แทนฯ มีพรรคประชาธิปัตย์คุมเสียงข้างมาก ( โปรดดูรายชื่อสมาชิกรัฐสภาทั้งวุฒิสมาชิก และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในสมุดภาพสมาชิกรัฐสภา 2475-2502 (พระนคร: บริษัท ชุมนุมช่าง , 2503).

โดยเมื่อรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2492 นี้ถูกประกาศใช้ กรมขุนชัยนาทนเรนทรได้ทรงกลายเป็นผู้สำเร็จราชการฯแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นเราอาจวิเคราะห์ได้ว่า สถาบันกษัตริย์ขณะนั้นมีความมั่นใจในเสียงสนับสนุนจากรัฐสภาที่มีเกินกึ่งหนึ่ง ที่จะสร้างความมั่นคงให้กับช่วงการเปลี่ยนผ่านและการเข้าสู่“ระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”ที่พวกเขาร่วมกันออกแบบขึ้น จึงไม่น่าประหลาดใจที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีบทบัญญัติ ให้ผู้สำเร็จราชการฯ ต้องปฏิณาณตนต่อหน้ารัฐสภารอยัลลิสต์ว่า จะปกป้องพิทักษ์รัฐธรรมนูญรอยัลลิสต์ชั่วฟ้าดินสลาย ดัง “มาตรา ๒๒ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามความในมาตรา ๑๙ หรือมาตรา ๒๐ ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมรัฐสภา ด้วยถ้อยคำดั่งต่อไปนี้ 

“ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า จะซื่อสัตย์สุจริตและจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ (พระบร นามาภิไธย) และจะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ”

การเข้าแทรกแซงการเมืองในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. โดยกรมขุนชัยนาทนเรนทร ในฐานะผู้สำเร็จราชการฯ เพื่อปูทางการเมืองที่ราบรื่นให้กับสถาบันกษัตริย์ได้สร้างปัญหาปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับรัฐบาลจนนำไปสู่การรัฐประหารปลายปี 2494 ดังเห็นได้จากหลักฐานที่รวบรวมได้ตั้งแต่ปลายปี 2493 จนถึงก่อนการรัฐประหารนั้น บางกอกโพสต์ (Bangkok Post) และรายงานของสถานทูตสหรัฐฯประจำกรุงเทพฯ ได้รายงานข่าวความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสถาบันกษัตริย์และรัฐบาลในขณะนั้นว่า ผู้สำเร็จราชการฯ ได้ทรงเสด็จเข้ามาเป็นนั่งประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรี ประหนึ่ง พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประธานการประชุมคณะเสนาบดีในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยการดำเนินการก้าวก่ายทางการเมืองของผู้สำเร็จราชการฯ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีและการที่ทรงแต่งตั้งแต่สมาชิกวุฒิสภาที่เป็น
ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเข้าสู่รัฐสภาได้สร้างความไม่พอใจให้กับ จอมพล ป.นายกรัฐมนตรี และสมาชิกคณะราษฎรเป็นอย่างมาก ( Bangkok Post , 18 December 1950.; NARA, RG 59 General Records of Department of State, Central Decimal file 1950-1954 Box 4184, William T. Turner to Secretary of State, “Political Report for November 1950,” 26 December 1950.)

นอกจากนี้รายงานทางการทูตได้รายงานว่า ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2494 กลุ่มรอยัลลิสต์มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างมาก รายงานวิเคราะห์ว่าพวกเขาหวังจะใช้การเสด็จนิวัตรพระนครของพระมหากษัตริย์เป็นพลังสนับสนุนบทบาทการต่อต้านรัฐบาล (“Turner The Charge in Thailand to The Secretary of States, 29 November 1951,“ in Foreign Relations of the United States 1950 Vol.6, (Washington D.C.: Government Printing Office,1976),p. 1638.; NA, FO 371/92957, Murray to Foreign Office, ”Coup d’etat in Siam,”3 December 1951.; Scott to Foreign Office, 4 December 1951. )

ด้วยเหตุนี้การรัฐประหารเมื่อ 29 พฤศจิกายน 2494 ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนจึงเกิดขึ้นเพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2492 หรือ“รัฐธรรมนูญรอยัลลิสต์” ที่จัดความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ไม่สมดุลระหว่างสถาบันกษัตริยกับรัฐบาลและรัฐสภา เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สร้างระบอบการเมืองที่ให้สถาบันกษัตริย์มีอำนาจการเมืองมาก อีกทั้งรัฐบาลและรัฐสภาขณะนั้นไม่มีหนทางแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนีผ่านช่องทางปกติได้ เนื่องจากสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่เป็นพวกรอยัลลิสต์ ทั้งนี้การรัฐประหารดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนพระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันทรงเสด็จนิวัตพระนครเพียงไม่กี่วัน เหตุผลอย่างลับๆของการรัฐประหาร คือ การลดอำนาจของสถาบันกษัตริย์ออกจากการเมืองไทย ( NARA, CIA Records search Tool (CREST), CIA-RDP82-00457R009400250011-3, 27 November 1951, “ Possible Coup d’etat”.; NARA, RG 59 Central Decimal File 1950-1954 Box 4185, Memorandum of Conversation Nai Sang Pathanotai and N.B. Hannah, ”29 November1951 Coup d’etat,” 11 December 1951. )

จากนั้น จอมพล ป. หัวหน้าคณะผู้บริหารประเทศชั่วคราว และนายกรัฐมนตรีได้นำรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 กลับมาใช้อีกครั้งเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ( ประกาศใช้ระหว่างวันที่ 6 ธันวาคม 2494 - 7 มีนาคม 2495 ) 

โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้จำกัดอำนาจสถาบันกษัตริย์มากกว่าฉบับที่ถูกล้มไปแต่ความพยายามจำกัดสถาบันกษัตริย์ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคมมิได้รับการตอบรับจนนำไปสู่การต่อรองกับรัฐบาลให้มีแก้ไขจนกลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 แก้ไข 2495 ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า การรัฐประหาร 2494 ได้จัดความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์ กับรัฐบาล และรัฐสภาที่ไม่สมดุลนี้เสียใหม่ รายงานทางการทูตได้บันทึกว่า รัฐประหารครั้งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับพวกเขาเป็นอย่างมาก เนื่องจาก รัฐประหารครั้งนี้เป็นการยุติระบอบการเมืองอุดมคติที่พวกเขาได้เพียรพยายามสถาปนาขึ้น ( NA, FO 371/92957, Whittington to Foreign Office, 30 November 1951.; NARA, RG 59 Central Decimal File 1950-1954 Box 4185, Turner to Secretary of State, 30 November 1951 .) 

ส่วนที่ 3 
บทส่งท้าย 

ฤาจะเป็นระบอบอภิมหาอมตะนิรันดรกาล

เป็นเวลายาวนานที่สังคมไทยให้ความสนใจกับการจำกัดอำนาจของรัฐ แต่พวกเขามุ่งแต่เพียงการพยายามจำกัดอำนาจรัฐบาล และรัฐสภาที่มีที่มาแห่งอำนาจจากคติเรื่องอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย แต่มีน้อยคนนักที่จะตระหนักว่า “ระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” นี้เป็นประดิษฐกรรมทางการเมืองที่ปรากฎขึ้นเพียงราว 60 ปี เท่านั้น โดยระบอบดังกล่าว ถือกำเนิดมาจากปฏิกริยาตอบโต้กับสถานการณ์ทางการเมืองและโต้ตอบกับสถาบันการเมืองอื่นๆที่มีอยู่ตามระบอบประชาธิปไตยของสถาบันกษัตริย์

บทความชิ้นนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ท่ามกลางกระบวนการต่อสู้ระหว่างสถาบันกษัตริย์ กับสถาบันการเมืองอื่นๆตั้งแต่ 2475 มีผลทำให้แนวคิดเรื่อง “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้น เป็นของราษฎรทั้งหลาย” ที่ปรากฎขึ้นจากการปฏิวัติ 2475 นี้ไม่ใช่แต่เพียงถูกลักพาตัวไปจากกระบวนการต่อสู้ทางการเมืองที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น แต่ยังนำมาสู่คำอธิบายที่น่าแปลกประหลาดในทางวิชาการที่นำไปสู่ความสับสนและไม่เป็นคุณต่อระบอบประชาธิปไตย ดังตัวอย่างว่า “ เมื่อมีการรัฐประหารเลิกรัฐธรรมนูญ ต้องถือว่าอำนาจอธิปไตยที่เคยพระราชทานให้ประชาชน กลับคืนมายังพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นเจ้าของเดิมมาก่อน 24 มิถุนายน 2475”  ( บวรศักดิ์ อุวรรณโณ , กฎหมายมหาชน เล่ม 2 ,(กรุงเทพฯ : นิติธรรม, 2538), หน้า 192.) 

ด้วยเหตุที่คำอธิบายข้างต้นมีความเชื่อว่า สถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่เหนือกาลเวลาไม่เคยเปลี่ยนแปลง การนำความเชื่อมาเป็นข้อเสนอย่อมต้องเผชิญหน้ากับข้อโต้แย้งว่า คำอธิบายข้างต้นคิด หรือสร้างมาจากรากฐานประการใดระหว่างความเชื่อกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ว่า ใครมีอยู่ก่อนกันและดำรงอยู่ตลอดเวลาระหว่าง ผู้ปกครองที่มีการเปลี่ยนแปลงมาหลายราชวงศ์ตลอดประวัติศาสตร์ไทย กับ ผู้คนที่อาศัยในดินแดนแถบนี้มาอย่างยาวนาน โดยพวกเขามีอยู่ก่อนการก่อตัวของอาณาจักรโบราณต่างๆที่เกิดขึ้นในดินแดนแถบนี้ ด้วยเหตุนี้ย่อมกล่าวได้ อำนาจการปกครองเป็นของมนุษย์มาแต่ดั้งเดิม ก่อนที่อำนาจนั้น จะถูกแอบอ้างกลายเป็นของส่วนตัวหรือเป็นมรดกตกทอดโดยผู้ปกครองในประวัติศาสตร์
การเมืองไทย

โดยทั่วไปแล้ว ในทางวิชาการรัฐศาสตร์มีการจำแนกการปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ โดยพิจารณาจากปัจจัยการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน คือ ประชาธิปไตยทางตรง และ ประชาธิปไตยทางอ้อม แม้ทุกวันนี้เริ่มมีการนำเสนอถึงปัญหาของประชาธิปไตยทางอ้อมหรือแบบมีตัวแทน (Representative Democracy) ด้วยการรื้อฟื้นประชาธิปไตยทางตรงขึ้นใหม่แบบที่เรียกว่าประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) ก็ตาม แต่สำหรับประเทศไทยที่พวกรอยัลลิสต์เรียกร้องการว่าการเมืองไทยมีลักษณะเฉพาะในทำนองที่ว่า “เราไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนเรา” 

ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงขอเสนอการสร้างคำอธิบายการเมืองด้วยการทำให้ลักษณะเฉพาะแบบไทยๆ มีความเป็นลักษณะทั่วไป (generalization) มากขึ้น โดยการกลับหัวกลับหางการสร้างแนวความคิด (conceptualized) กล่าวคือ โดยทั่วไป นักวิชาการตะวันตกมักจะสร้างแนวความคิดโดยใช้ตัวชี้วัดจากการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน แต่ในทางกลับกันด้วยเหตุที่พวกรอยัลลิสต์ชอบเรียกร้องว่าการเมืองไทยมีลักษณะเฉพาะที่ความแตกต่างจากตะวันตก ข้าพเจ้าจึงต้องขอใช้วิธีการตรงข้ามกับกระบวนการของนักวิชาการตะวันตก คือ การสร้างแนวคิดแบบไทยๆ โดยจะพิจารณาจากการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์และเหล่ารอยัลลิสต์แทน 

ดังนั้นจากกระบวนการสร้างแนวคิดข้างต้น เราจึงสามารถสร้างข้อความเชิงทฤษฎีเพื่ออธิบายฉายภาพการเมืองไทยที่ผ่านมาในช่วง 2475 -2490 ตามความปรารถนาของพวกรอยัลลิสต์ที่พวกเขาเชื่อว่าการเมืองไทยมีความเฉพาะไม่เหมือนตะวันตกได้ว่า “หากสถาบันกษัตริย์และเหล่ารอยัลลิสต์เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมาก ประเทศจะมีการปกครองระบอบ ‘ประชาธิปไตยแบบอำนาจจำกัด’(Limited Democracy) หรือ เรียกอีกอย่างตามคำศัพท์ในทางรัฐศาสตร์ คือ ‘ประชาธิปไตยเทียม’(Pseudo Democracy) แต่หากสถาบันกษัตริย์และเหล่ารอยัลลิสต์ไม่มีส่วนร่วมทางการเมือง ประเทศนั้นจะมีการปกครอง ‘ประชาธิปไตยแบบอำนาจสมบูรณ์’ (Absolute Democracy) ซึ่งเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง”

จากบทความที่ได้กล่าวมาข้างต้น มุ่งแสดงให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์ กับรัฐบาลของรัฐประชาชาติที่ผ่านมาในสองรัชกาล คือ รัชสมัยของพระปกเกล้าฯ กับรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวอานันทฯภายใต้ระบอบประชาธิปไตย พบว่ามีแต่เพียงสถาบันกษัตริย์ในรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวอานันทฯ เท่านั้นที่ยอมอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญที่มีช่วงเวลาราว 11 ปี ทว่านับแต่การรัฐประหาร 2490 เป็นต้นไปเรามิอาจจะสามารถเข้าใจระบอบการเมืองไทยผ่านแนวคิดการจำกัดอำนาจของสถาบันกษัตริย์หรือ “ยักษ์” ถูกจับใส่กล่องได้อีกต่อไป แต่เหตุการณ์มันกลับตละปัดไปแล้ว กล่าวคืออำนาจของประชาชนกลับถูกจำกัดมากกว่าหรือ “แจ็ค”ถูกจับใส่กล่องเสียแล้ว

สุดท้ายแล้ว พัฒนาการของปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเมืองที่มีผลต่อระบอบการเมืองไทยจนถึงปัจจุบันจะอยู่ยั่งยืนยง หรือคลี่คลายอย่างช้าๆ หรือก้าวกระโดดไปสู่ทิศทางใดคงต้องรอประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยกำหนดอนาคตของการเมืองไทยต่อไป
 
บทความนี้มิอาจคาดการณ์ถึงพัฒนาของระบอบการเมืองไทยในเบื้องหน้าได้มากไปกว่าการอธิบายผลลัพธ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างสถาบันการเมืองที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตยของไทย อันนำไปสู่ระบอบการเมืองที่จำกัดอำนาจของประชาชนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา สุดท้ายแล้ว ตามเทพปกรณัมกรีกได้เล่าว่า แม้กล่องแพนโดร่าถูกเปิดออกแล้ว และความเลวร้ายได้พวยพุ่งออกสู่สังคมมนุษย์ก็ตาม แต่ตำนานดังกล่าวได้เล่าต่อไปอีกว่า สิ่งที่เหลือในก้นกล่อง หรือสิ่งที่ยังคงอยู่กับมนุษย์มาจนถึงทุกวันนี้ คือความหวัง ดังนั้นหากประชาชนไทยผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยยังคงมีความหวังตามตำนานข้างต้น และมีความปรารถนาจะยุติระบอบประชาธิปไตยแบบอำนาจจำกัดแล้วไซร้ สิ่งเดียวที่ผู้เขียนจะขอกล่าวในบทส่งท้ายก็คือ ขอให้ “คณะราษฎรคุ้มครอง”

"การรื้อสร้าง ๒๔๗๕" ฝันจริงของนักอุดมคติ "น้ำเงินแท้"

ณัฐพล ใจจริง
ศิลปวัฒนธรรม
วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 27 ฉบับที่ 02

ความรู้สึกแห่งยุคสมัยที่ราวกับมีคำตอบ ผู้เขียนขอยืมคำนำเรื่องจากชื่อหนังสือของชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ชื่อราวกับมีคำตอบ และของเกษียร เตชะพีระ ชื่อความรู้สึกแห่งยุคสมัย เพื่อใช้สื่อความหมายถึงสิ่งที่ผู้เขียนต้องการไว้ที่ส่วนนำของบทความนี้

อย่างน้อยสำหรับข้าพเจ้าและอีกหลายท่านที่ฉงนฉงายต่อการหายไปของพลังของความหมายและความทรงจำที่เกี่ยวกับการปฏิวัติ ๒๔๗๕ พบว่า เป็นเรื่องประหลาดที่การปฏิวัติครั้งนั้นถูกทำให้เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่าภูมิใจ ไม่น่าเกี่ยวข้องกับเรา หลายสิ่งหลายอย่างถูกเกลื่อนกลืน มีการโยกย้ายความหมายและความทรงจำ และมีการให้คำอธิบายว่า เกือบทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ รวมทั้งอุดมการณ์ประชาธิปไตย สามารถสืบย้อนหลังไปได้ว่าล้วนมีผู้ทำไว้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นปกครองในอดีต

สำหรับในอาณาจักรของชาว "น้ำเงินแท้" แล้ว ไม่มีอะไรในประเทศนี้ที่ไม่เคยถูกทำมาก่อน หรือเป็นสิ่งใหม่ แม้แต่สิ่งที่แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ในประเทศหรืออาจหมายรวมถึงในโลกนี้ คือการสร้างคำอธิบายว่าไทยมีรัฐธรรมนูญตั้งแต่สมัยสุโขทัย หรือว่าผู้ปกครองในระบอบเก่ามีพระราชประสงค์จะมอบ "เดโมคราซี" หรือ "คอนสติติวชั่น" ให้มหาชนชาวสยาม จนดูประหนึ่งว่าการวางหลักไมล์ของจุดเริ่มต้นมิอาจเกิดขึ้นจากบุคคลชั้นธรรมดาในประเทศของเรา

ความฉงนฉงายเหล่านั้น ดลใจให้ข้าพเจ้าศึกษาและค้นคว้ามากขึ้น และพบว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงการสร้างคำอธิบายใหม่ที่ถอยลงไปในอดีตเพื่อสร้างความชอบธรรมบางอย่างที่สำคัญให้กับกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่เป็นปรปักษ์กับการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ด้วย "การรื้อสร้าง" การปฏิวัติ และพร้อมกันนั้นก็สร้างคำอธิบายใหม่ให้กับระบอบเก่าที่สอดคล้องกับโครงเรื่องในมโนสำนึก

สำหรับชาว "น้ำเงินแท้" แล้วอาจไม่มีปรากฏการณ์ใดที่จะ "เสียหน้า" และสูญเสียอำนาจ อันนำมาซึ่งความเจ็บช้ำ โหยหาวันก่อนคืนเก่าของพวกเขา ได้เท่ากับการเกิดขึ้นของการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ความทรงจำที่ปวดร้าวมีผลให้การเล่าถึงการปฏิวัตินั้นว่า เต็มไปด้วยความขัดแย้งแตกแยกไม่เป็น "ประชาธิปไตย" ในความหมายของพวกเขา รวมตลอดจนการปฏิบัติของพวกเขาต่อสิ่งก่อสร้างเชิงสัญลักษณ์ของการปฏิวัติ เช่น หมุดคณะราษฎรที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ก็ถูกมองในฐานะสิ่งแปลกปลอมและถูกปล่อยปละละเลยปราศจากการสงวนรักษา ในฐานะที่เป็นจุดประกาศการก้าวสู่ระบอบใหม่ การพยายามลดทอนความหมายของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยลงเป็นเพียงกองซีเมนต์ใหญ่ ที่กีดขวางถนนหนทาง ตลอดจนการสร้างคำอธิบายว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยและมีรัฐธรรมนูญมานาน ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเพื่อลบล้างพลังของการปฏิวัติ รวมถึงการผลิตซ้ำเรื่องเล่า เรื่องเล่านี้ถูกนำมาเล่าตอกย้ำ ว่ายวน โดยเฉพาะในประเด็นการ "ชิงสุกก่อนห่าม" ของการปฏิวัติครั้งนั้น

คณะราษฎรบางคนเงียบนิ่งต่อพลังการรื้อสร้างที่ดำเนินไป แต่หลายคนยังคงยืนหยัดโต้การรื้อสร้างเหล่านั้น ท้ายสุดกระบวนการรื้อสร้างนี้ก็กลายเป็นอภิมหาอรรถกถาครอบจักรวาลที่ดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปในอดีต

หาก "อดีต" เป็นภาชนะที่ห่อหุ้ม "ปัจจุบัน" เอาไว้แล้วไซร้ กระบวนการอธิบายหรือให้ความหมายย้อนหลังก็คือการสร้าง "อดีต" ไว้ใน "ปัจจุบัน" นั่นเอง ปฏิบัติการของเขาเหล่านี้เปรียบประหนึ่งกับการ "รื้อ" ความหมายเก่า และ "สร้าง" ความหมายใหม่ โดยทำให้ความหมายเก่าอ่อนตัวลง หรือทำลายความชอบธรรมของปรากฏการณ์ คำ วัตถุ และความทรงจำ พร้อมๆ ไปกับการประกอบสร้างหรือสวมกลืนความหมายใหม่ที่ต้องการเข้าไปแทนที่

หากใครสามารถครอบครองความหมายในอดีตได้ฉันใด ผู้นั้นก็มีอำนาจยึดกุมปัจจุบันได้ฉันนั้น

การศึกษาครั้งนี้ ผู้เขียนใช้หลักฐานจากงานเขียน บันทึกความทรงจำ ชีวประวัติ สารคดีการเมือง นิยายของบรรดาอดีตนักโทษทางการเมือง และกลุ่มพันธมิตรแนวร่วม เช่น นักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นักเขียน ที่เขียนเกี่ยวกับกรณีกบฏบวรเดชและการรัฐประหาร ๒๔๙๐ เพื่อพิจารณาถึงวิธีการเล่าเรื่อง ความรู้สึกนึกคิด ด้วยการเฝ้ามองและชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลกับปฏิบัติการ "รื้อสร้าง" ความหมายของการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ผ่านงานเขียนของเขาเหล่านั้น รวมถึงปฏิบัติการลดทอนพลังความหมาย ตลอดจนการประกอบสร้างความหมายใหม่ที่ยังประโยชน์ให้กับกลุ่มของตน รวมทั้งผลกระทบของการรื้อสร้างจากงานเขียนของชาว "น้ำเงินแท้" ในอดีตว่ามีผลสืบเนื่องอย่างไรต่อความรู้สึกนึกคิด และระบอบการปกครองของไทยในระยะต่อมาจนปัจจุบัน

หากการปฏิวัติ ๒๔๗๕ คือการรูดม่านระบอบเก่าแล้ว การรัฐประหาร ๒๔๙๐ นั้น ถือได้ว่าเป็น "อรุณรุ่งแห่งแสงเงินแสงทองของวันใหม่" สำหรับพวกเขา ซึ่งเป็นการบรรจบกันหรือการปรากฏตัวขึ้นใหม่ของอุดมการณ์ในระบอบเก่าที่สืบทอดมาตั้งแต่กบฏบวรเดช ๒๔๗๖ ที่เคยพ่ายแพ้ ถูกกักขัง จองจำ หลบซ่อน จนได้ออกมาเผยตัวอย่างแจ้งชัดในเวลาต่อมา

ปฏิบัติการรื้อถอนความชอบธรรมของการปฏิวัติ ๒๔๗๕ พร้อมๆ ไปกับการเชิดชูและสร้างความหมายใหม่ให้กับระบอบเก่าของกลุ่มคนเหล่านี้นำไป สู่การเข้าร่วมการรัฐประหารโค่นล้มคณะราษฎรเพื่อสานฝันของชาวคณะ "น้ำเงินแท้" ให้เป็นจริง การรัฐประหาร ๒๔๙๐ จึงเป็นจุดหมุนพลิกที่สำคัญในประเด็นอำนาจและอุดมการณ์

"ราชธรรมนูญ" กับ "ราษฎร์ธรรมนูญ"

ปัญหากำเนิด "ระบอบรัฐธรรมนูญ" และความขัดแย้งของขนาดพระราชอำนาจหลังการปฏิวัติ

ประเด็นหนึ่งในการรื้อสร้างการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ของ "การเมืองเรื่องเล่า" คือการกล่าวว่า การปฏิวัติของคณะราษฎรนั้นเป็นการ "ชิงสุกก่อนห่าม" โดยที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์พระราชทาน "รัฐธรรมนูญ" อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงก็คือ การร่าง "รัฐธรรมนูญ" นั้นเป็นการร่างลับตามพระราชประสงค์ของพระองค์ โดยมีน้อยคนที่รู้ นอกนั้นไม่เคยมีใครได้เห็นเอกสาร นอกจากพูดต่อกันมา มีขุนนางในระบอบเก่าคนหนึ่งนาม***พระยาศรีวิสารวาจา*** เท่านั้นที่รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีพระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล, ๒๔๓๙-๒๕๑๑) บัณฑิตเกียรตินิยมทางกฎหมายจากออกซฟอร์ด บาร์ริสเตอร์มิดเดิลเทมเปิล อดีตปลัดทูลฉลองกระทรวงการต่างประเทศในระบอบเก่า รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศสมัยพระยามโนปกรณ์นิติธาดา (๒๔๙๕-๒๔๙๖) รัฐมนตรี (๒๔๘๙, ๒๔๙๐-๒๔๙๑) สมาชิกวุฒิสภา (๒๔๙๒-๒๔๙๔) องคมนตรี (๒๔๙๕-๒๕๐๕) ประธานที่ปรึกษาราชการของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (๒๕๐๕-๒๕๐๖) ชีวประวัติ พันเอก พระยาศรีวิสารวาจา, พิมพ์เป็นบรรณาการเนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ พันเอก พระยาศรีวิสารวาจา ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส ๘ มิถุนายน ๒๕๑๑, พระนคร : โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี.

เพราะเขามีส่วนร่วมในการร่าง และรู้ว่ามันมีสาระเช่นไร อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏหลักฐานถึงการบอกถึงสาระที่แท้จริงในฉบับร่างจากเขาตลอดช่วงชีวิต แม้ว่าเขาจะมีส่วนในการเป็นรัฐมนตรีหลังการปฏิวัติหลายครั้งจนกระทั่งถึง สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ตาม ในอีกแง่หนึ่งนี่อาจเป็นเรื่องปกติก็ได้หากมองจากจุดยืนทางการเมืองของเขา เพราะสำหรับพระยาศรีวิสารวาจาแล้วอาจเป็นการดีกว่า ถ้าจะปล่อยให้เรื่องเล่าการจะพระราชทานสิ่งที่เรียกว่า "รัฐธรรมนูญ" ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ และการชิงสุกก่อนห่ามของคณะราษฎรนั้นให้คงอยู่ในสังคมต่อไป เพราะเรื่องเล่าแบบนี้มีผลบวกต่อสิ่งที่เขาชื่นชมและทำให้คนฟังเห็นถึงความไม่จำเป็นของการปฏิวัติ ๒๔๗๕

หลังการเปิดหอจดหมายเหตุแห่งชาติเมื่อปี ๒๕๑๘ ความกระจ่างแจ้งในสาระสำคัญของเอกสารที่ทรงให้ร่างขึ้น และถูกเรียกจากผู้ต่อต้านการปฏิวัติว่าเป็น "รัฐธรรมนูญ" อันจะพระราชทานให้กับปวงชนชาวสยามนั้นก็ได้ปรากฏขึ้น เมื่อมีการค้นพบเอกสารสำคัญ ๒ ชิ้น ชิ้นแรกคือ ร่างกฎหมาย ปี ๒๔๖๙ ฉบับพระยากัลยาณไมตรี (Francis B. Sayre) (ในต้นฉบับไม่ระบุชื่อกฎหมายและไม่ได้เรียกว่ารัฐธรรมนูญ) แถมสุข นุ่มนนท์. การเมืองและการต่างประเทศในประวัติศาสตร์ไทย.

ซึ่งมีสาระสำคัญคือ สถาบันพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจสูงสุดในราชอาณาจักร ให้มีอภิรัฐมนตรีสภา และตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่เสนอนโยบายทั่วไปให้พระมหากษัตริย์ทรงตัดสินพระทัย และนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้อำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ กล่าวโดยสรุปแล้วหมายความว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจสูงสุดทาง การบริหาร นิติบัญญัติและการแก้ไขกฎหมาย หรือนัยหนึ่งก็คือทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยนั่นเอง

เอกสารอีกชิ้นหนึ่งคือ สำหรับร่างกฎหมาย ปี ๒๔๗๔ ซึ่งเขียนโดยเรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ และพระยาศรีวิสารวาจา เอกสารนี้ใช้ชื่อว่าเค้าโครงร่างการเปลี่ยนรูปรัฐบาล (An Outline of Changes in the Form of the Government) มิได้ใช้คำว่ารัฐธรรมนูญ  ( หจช.ร.๗ ม.๑.๓/๑๔๒ "An Outline of Changes in the Form of the Government" )

ร่างฉบับนี้มีสาระสำคัญคือ พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจสูงสุดทางการบริหารและการนิติบัญญัติ โดยมีพระราชอำนาจเหนือสภานิติบัญญัติ เหนือสภาอภิรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรี พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจสูงสุดในการแต่งตั้ง และถอดถอนสภาอภิรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์ ส่วนที่มาของสภานิติบัญญัตินั้น อาจมาจากการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งก็ได้ แต่พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการยุบสภา โดยสรุปแล้วพระมหากษัตริย์คือผู้ทรงอำนาจอธิปไตยอีกเช่นกัน ( โปรดดูเปรียบเทียบ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินฉบับวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ มาตรา ๑ ระบุว่า อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย )

จากหลักฐานเหล่านี้ยืนยันว่า เป็นความจริงที่พระองค์ทรงเตรียมร่างกฎหมายเกี่ยวกับการปกครอง แต่จะเป็นประชาธิปไตยตามหลักประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยหรือไม่ ขอให้พิจารณาขนาดของพระราชอำนาจที่มีอย่างมากมายแล้วคงไม่ต้องเถียงกันอีกต่อไป (สำหรับข้อกล่าวหาคณะราษฎรที่ชิงสุกก่อนห่ามในการนำการปฏิวัติทั้งๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จะพระราชทาน "รัฐธรรมนูญ" นั้น เรื่องเล่าเหล่านี้ได้ผ่านไปสู่การตั้งคำถามต่อหลวงประดิษฐ์มนูธรรม แกนนำคนสำคัญของคณะราษฎรซึ่งเขาได้กล่าวว่า คณะราษฎรเพิ่งได้ทราบถึงสาระสำคัญในร่างกฎหมายหรือเค้าโครงร่างการเปลี่ยนรูปรัฐบาลจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ หลังการปฏิวัติไม่กี่วัน แต่อย่างไรก็ตามเขาเห็นเกี่ยวกับสาระสำคัญที่อยู่ภายในร่างว่า ปัญญาชนรับฟังสิ่งใดควรไตร่ตรองให้รอบคอบให้สามารถแยกแยะออกเป็นประเภทอย่างแจ่มชัดได้ เช่น "เมื่อจะรู้เรื่องปลาก็มิเพียงแต่เห็นว่าสัตว์น้ำนั้นมีเหงือกมีหางว่ายน้ำ ได้ก็เป็นปลาประเภทเดียวกัน คือ จะต้องรู้ว่า สัตว์น้ำนั้น เป็นปลาช่อน หรือปลาหมอ ฉันใดฉันนั้น เมื่อรับฟังว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จะพระราชทานรัฐธรรมนูญอยู่แล้วก็ควรสอบถามผู้บอกเล่าว่า พระองค์จะพระราชทานรัฐธรรมนูญชนิดใด" (ปรีดี พนมยงค์. "บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎร และระบบประชาธิปไตย," ใน รัฐศาสตร์ ๑๔. ชมรมหนังสือยูงรำแพน, ๒๕๑๗, หน้า ๒๖๒-๒๖๓.)

ดังนั้นหากปราศจากการปฏิวัติ ๒๔๗๕ และประชาชนเฝ้ารอคอยการพระราชทาน "ราชธรรมนูญ" นี้ ตามเรื่องเล่าแล้ว ที่สุดของความเป็นได้ของการปกครองของสยาม ก็น่าจะเป็นระบอบราชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อยู่เหนือรัฐธรรรมนูญ หรือรัฐธรรมนูญที่มีพระมหากษัตริย์ทรงอำนาจอธิปไตย กล่าวให้ถึงที่สุดคือ "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อันมีรัฐธรรมนูญรับรองความชอบธรรม" นั่นเอง

การเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างรวดเร็วในเช้าวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ นั้นเป็นเสมือนหนึ่งการปิดฉากระบอบเก่าลง พร้อมกับการสถาปนา "ระบอบรัฐธรรมนูญ" ขึ้นมาได้ (ภายหลังเรียกระบอบประชาธิปไตย ) มีการถกเถียงกันในการตีความกำเนิดรัฐธรรมนูญสยามว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดจากการตกลงกันระหว่างราษฎรและผู้ปกครอง ( ในสายตานักกฎหมายและครูกฎหมายร่วมสมัยอย่างเดือน บุนนาค หลวงประเจิดอักษรลักษณ์ และไพโรจน์ ชัยนาม ต่างประเมินตรงกันว่า รัฐธรรมนูญสยามนั้นเกิดจากการตกลงกันระหว่างผู้ปกครองกับราษฎร หาใช่การพระราชทานไม่ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงสามารถอธิบายถึงความชอบธรรมของที่มาสมาชิกสภาผู้แทนประเภท ๒ ซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยคณะราษฎรได้ ในตำรากฎหมายขณะนั้นเห็นว่ากำเนิดรัฐธรรมนูญมี ๓ แบบ ดังนี้ 

แบบแรก ผู้ปกครองรัฐเป็นผู้ให้ (charter) ซึ่งเกิดจากเจตนาของผู้ปกครองฝ่ายเดียว ดังนั้นการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างพระราชอำนาจของผู้ปกครองจะอยู่สูงสุด เหนือสถาบันการเมืองอื่นๆ เช่น รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นฉบับเมจิ ค.ศ. ๑๘๘๙ 

แบบที่ ๒ ราษฎรเป็นผู้ร่างเองทั้งหมด หรือตั้งสภาราษฎรขึ้นเพื่อร่าง (convention) เช่น รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา ค.ศ. ๑๗๘๗ 

แบบสุดท้าย ผู้ปกครองกับราษฎรกัน (pact) เป็นการแสดงเจตนาร่วมกันหลังการปฏิวัติ เมื่อตกลงกันได้จึงจัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้น เช่น รัฐธรรมนูญของอังกฤษ ค.ศ. ๑๖๘๘ รัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๘๓๐ และรัฐธรรมนูญสยามฉบับวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ และฉบับวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ (นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. ความคิด ความรู้และอำนาจการเมืองในการปฏิวัติสยาม ๒๔๗๕. กรุงเทพฯ : ฟ้าเดียวกัน, หน้า ๑๓-๑๕.)

หรือเกิดจากการพระราชทาน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมืองและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในทางการเมือง

ฝ่ายสนับสนุนการปฏิวัติเห็นว่ากำเนิดรัฐธรรมนูญเป็นการตกลงกันระหว่าง ๒ ฝ่าย (มีเหตุแห่งการปฏิวัติ ฝ่ายปฏิวัติชนะ และตกลงกันได้) พระมหากษัตริย์ + คณะราษฎร รัฐธรรมนูญ = พระมหากษัตริย์ + สถาบันการเมือง (กรรมการคณะราษฎร-ต่อมาเรียกคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และศาล) + ประชาชน] พระมหากษัตริย์จึงทรงมีฐานะเป็นประมุขแห่งรัฐ ทรงอยู่เหนือการเมือง ตามหลักพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะที่ละเมิดมิได้เพื่อทรงจะไม่ถูกวิจารณ์ จากผลของการกระทำนั้นโดยตรง การกระทำใดๆ ของพระมหากษัตริย์จะต้องมีผู้สนองพระบรมราชโองการเสมอ ดังนั้นการแต่งตั้งสมาชิกสภาประเภท ๒ จึงเป็นอำนาจของสถาบันการเมืองเสนอให้ทรงแต่งตั้ง สำหรับสมาชิกประเภทแรกมาจากการเลือกตั้งของประชาชน

แต่สำหรับฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติ (หรือพวกที่เรียกกันในเวลานั้นว่าพวก "รอยัลลิสต์") กลับเห็นว่า รัฐธรรมนูญสยามกำเนิดจากการพระราชทานจากพระมหากษัตริย์แต่ฝ่ายเดียว [(ไม่สมควรมีเหตุแห่งการปฏิวัติ (แม้จริงๆ แล้วจะมีการปฏิวัติ) เพราะจะพระราชทานอยู่แล้ว)  โปรดดูสาระสำคัญในร่างกฎหมายและเค้าโครงร่างการเปลี่ยนรูปรัฐบาลที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จะพระราชทานฯ ข้างต้น

พระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญ = พระมหากษัตริย์ + สถาบันการเมือง + ประชาชน] พระมหากษัตริย์ต้องมีพระราชอำนาจทางการเมืองมากในลักษณะที่เท่าๆ หรือเหนือกว่ารัฐธรรมนูญ เพราะพระองค์ทรงเป็นที่มาแห่งกำเนิดรัฐธรรมนูญ เป็นที่มาแห่งอำนาจอธิปไตย ดังนั้นย่อมนำไปสู่ความเห็นว่าการแต่งตั้งสมาชิกประเภท ๒ ต้องเป็นพระราชอำนาจของกษัตริย์อย่างสมบูรณ์ และสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องมิใช่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญแบบที่พวกแรกกำหนด

ด้วยความเข้าใจเช่นนี้ จึงนำไปสู่การเคลื่อนไหวต่อต้านการปฏิวัติ และการรื้อสร้างการปฏิวัติ ซึ่งจะกลายเป็นกระบวนการที่ยาวนานกระบวนการหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ความไม่สบพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงบันทึกความรู้สึกเมื่อแรกเห็น พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามว่า "หลักการของผู้ก่อการกับหลักการของข้าพเจ้านั้น ไม่พ้องกันเสียแล้ว...ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นการฉุกเฉิน...ข้าพเจ้าจึงได้ยอม ผ่อนผันไปตามความประสงค์ของคณะผู้ก่อการในครั้งนั้นก่อน ทั้งนี้ ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับหลักการเหล่านั้นเลย" (แถลงการณ์เรื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ, ๒๔๗๘, หน้า ๘๙.) และทรงเติมคำว่า "ชั่วคราว" ลงไป

ต่อพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ (ฉบับหลังการปฏิวัติใหม่ๆ) ในประเด็นคำเรียกขาน และการบัญญัติให้สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีเท่าๆ กับสถาบันการเมืองอื่น เช่น กรรมการคณะราษฎร สภาผู้แทนราษฎร และศาล ตลอดจนประเด็นเรื่องพระราชอำนาจ นำมาสู่การที่ทรงต่อรองกับคณะราษฎรว่า ทรงจะขอแก้ไข "เรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่ง" ซึ่งคณะราษฎรยินยอม หลังจากนั้นทรงเติมพระอักษรลงไปในธรรมนูญการปกครองแผ่นดินว่า "ชั่วคราว" ก่อนจะทรงลงพระปรมาภิไธย  ยาสุกิจิ ยาตาเบ อดีตอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำสยาม (๒๔๗๑-๒๔๗๙) ผู้มีสายตาที่ละเอียดอ่อนและได้มีส่วนรับรู้เหตุการณ์ในช่วงนี้ เขาเห็นว่า การเติมคำว่า "ชั่วคราว" ลงไปของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ นี้ เป็นการแก้ไขที่สำคัญอย่างยิ่ง หากเปรียบกับธรรมนูญการปกครองแผ่นดินชั่วคราวกับรัฐธรรมนูญฉบับ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ในประเด็นเรื่องพระเกียรติยศและพระราชอำนาจ (นอกจากนี้เขาบันทึกเกี่ยวกับการรัฐประหารด้วยการปิดสภาผู้แทนฯ (๑ เมษายน ๒๔๗๖) ในสมัยพระยามโนปกรณ์ฯ ว่า เขาทราบว่ามีการเตรียมแผนการระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ กับพระยามโนปกรณ์ฯ ในการปิดสภาผู้แทนฯ อย่างน้อย ๑ สัปดาห์ เพื่อกำจัดหลวงประดิษฐ์ฯ และพรรคพวก และเขาเห็นว่ารัฐบาลขณะนั้นโฆษณาเกินความจริงเกี่ยวกับร่างเค้าโครงการ เศรษฐกิจฯ เพื่อมุ่งประหารชีวิตทางการเมืองของหลวงประดิษฐ์ฯ และเป็นการสร้างความชอบธรรมในการรัฐประหารร่วมของพระยามโนปกรณ์ฯ กับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ โปรดดูเพิ่มเติมประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจในบันทึกความทรงจำของยาสุกิจิ ยาตาเบ (เขียน) เออิจิ มูราชิมา และนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ (แปล). การปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงในประเทศสยาม. หน้า ๒๐, ๔๔-๔๕.)

ผลแห่งการแก้ไขเรื่อง "เล็กๆ" นี้นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ ฉบับ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นฉบับที่คณะผู้ร่างเกือบทั้งหมดมาจากขุนนางระบอบเก่า ประเด็นสำคัญที่มีการแก้ไขและเพิ่มเติมคือ การใช้คำว่าพระมหากษัตริย์ การใช้คำว่านายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี การบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะที่เคารพสักการะผู้ใดละเมิดมิได้ พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าอยู่เหนือการเมือง เป็นต้น การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ได้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมา ประเด็นเรื่องที่มาของผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๒ อันมาจากแต่งตั้งโดยคณะราษฎรแทนที่จะเป็นพระราชอำนาจนั้นนำมาซึ่งความไม่พอ ใจเป็นอันมากในหมู่พระราชวงศ์และพวก "รอยัลลิสต์" ทั้งๆ ที่คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญเกือบทั้งหมดล้วนมาจากขุนนางระบอบเก่า และการร่างอยู่ใต้การปรึกษาอย่างใกล้ชิดกับพระองค์ทั้งสิ้น

สภาวะความหวาดระแวงระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ กับคณะราษฎรนั้นดำรงมาตลอดและปรากฏชัดเจนเมื่อพระองค์ให้เจ้าพระยาวรพงศ์ พิพัฒน์ เจ้ากรมสำนักพระราชวังจัดตั้งหน่วยราชการพิเศษขึ้น โดยเลือกพโยม โรจนวิภาต ข้าราชการสำนักพระราชวังซึ่งคลุกคลีกับวงการหนังสือพิมพ์เป็น "สายลับส่วนพระองค์" ในนาม "พ.๒๗" เพื่อทำหน้าที่รายงานความเคลื่อนไหวของคณะราษฎรและแวดวงหนังสือพิมพ์ให้พระองค์ทรงทราบเป็นการลับโดยตรง สำหรับ "พ.๒๗" เขาเห็นว่าวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็น "วันโลกาวินาศ"  ("อ.ก.รุ่งแสง" (พโยม โรจนวิภาต). พ.๒๗ สายลับพระปกเกล้าฯ เล่ม ๑. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทยเกษม, หน้า ๒๒๙. (งานชิ้นนี้ พโยมเขียนเป็นตอนๆ ลงพิมพ์ครั้งแรกในฟ้าเมืองไทย ในช่วงปี ๒๕๑๓)

"พ.๒๗" ได้ปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี จนได้รับคำชมจากพระองค์ว่ารายงานลับของเขานั้นรู้ดี แต่ยังไม่ลึกพอ รายงานฉบับสุดท้ายของ "พ.๒๗" ก่อนการลี้ภัยของเขาก็คือ การรายงานว่า เกิดการเคลื่อนไหวของทหารที่หัวเมืองเมื่อต้นเดือนตุลาคม ๒๔๗๖ โดยมีพระองค์เจ้าบวรเดชทรงเป็นต้นคิดแผนการครั้งนี้

เจ้านายกับการโต้ "อภิวัฒน์"

มูลเหตุและเบื้องหลังความไม่พอใจจนเป็นเหตุให้นำทหารจากโคราช ราชบุรี เพชรบุรี ลงมาปราบปรามคณะราษฎรเมื่อปี ๒๔๗๖ หรือการโต้ "อภิวัฒน์" นั้น เราทราบจากบันทึกสิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น ของ ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ซึ่งทรงบันทึกจากมุมมองของ "คนใน" และในฐานะผู้อยู่ในเหตุการณ์ที่พระราชวังไกลกังวลกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ และพระราชวงศ์ ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ๒๔๗๖ ก่อนเกิดกบฏบวรเดช (๑๑ ตุลาคม ๒๔๗๖) ว่า

ที่พระราชวังไกลกังวลนั้น มีคนพลุกพล่านมาก และส่วนใหญ่เป็นพวกคณะชาติ

คณะชาติเป็นการรวมตัวกันทางการเมือง เหล่าขุนนางในระบอบเก่า เช่น พระยาโทณวนิกมนตรี เป็นหัวหน้า พระยาเสนาสงคราม พระยาศราภัยพิพัฒ หลวงมหาสิทธิโวหาร ธรรมนูญ เทียนเงิน และหลุย คีรีวัต เป็นกรรมการ เพื่อจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสมาคมการเมืองแข่งกับสมาคมคณะราษฎร ในช่วงแรกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ไม่ทรงเห็นด้วยกับการเมืองแบบมีพรรคทั้งคณะราษฎรและคณะชาติ แต่หลังเกิดความพ่ายแพ้ของกบฏบวรเดช พระองค์กลับมีพระราชประสงค์ให้ตั้งพรรคการเมืองขึ้นอีก โดยคณะราษฎรปฏิเสธอย่างสุภาพ แต่พระองค์ทรงไม่พอพระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก อันเป็นมูลเหตุหนึ่งในการยื่นคำขาดในการสละราชสมบัติในเวลาต่อมา (ดูเพิ่มเติมการวิเคราะห์จากบันทึกโต้ตอบระหว่างรัฐบาลกับพระองค์ และดูวิธีการต่อรองของพระองค์ได้ในการวิเคราะห์ ใน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง. หน้า ๙-๑๙.)

ทรงจำได้ว่าเจ้านายพระองค์หนึ่ง คือ ( ต้นฉบับถูกตรวจแก้ โดย ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล แต่เราสามารถคาดการณ์ได้ว่าเป็นใครจากบริบทดังที่ทรงบรรยายต่อไป )  ทรงขับรถมุ่งตรงไปยังพระราชวังไกลกังวล เพื่อขอเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เป็นการส่วนพระองค์ ม.จ.หญิงพูนพิศสมัย ดิศกุล ทรงให้รายละเอียดด้วยว่า เจ้านายพระองค์นี้ถูกบรรดาพระราชวงศ์กล่าวหาว่าทรงเป็นผู้สนับสนุนให้ทหาร กำเริบโลภจน "เป็นขบถ" เมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ และเจ้านายพระองค์นี้ได้ทรงกล่าวว่า "อย่างไรๆ ก็ต้องแก้มืออ้ายพวกขบถนี้ให้จงได้ แม้แต่พี่น้องก็ไม่มีใครเขาดูหน้าฉันหมดแล้ว" ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล. สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น : ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๓, หน้า ๑๒๖. และหลวงโหมรอนราญได้บันทึกความทรงจำไว้ในชีวประวัติของข้าพเจ้า. อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พันตำรวจโท หลวงโหมรอนราญ, หน้า ๔๓ ว่า พระยาศรีสิทธิสงครามเคยเล่าให้เขาฟังว่า ก่อนการปฏิวัติ ๒๔๗๕ พระองค์เจ้าบวรเดชเคยเรียกพระยาพหลฯ พระยาทรงฯ และพระยาศรีฯ ไปพบเพื่อหยั่งท่าทีถึงความเหมาะสมและวิธีในการเปลี่ยนแปลงการปกครองบ้าน เมือง พระยาศรีฯ เสนอให้ทูลขอจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ พระยาทรงฯ เสนอให้ใช้กำลังทางการทหาร แต่พระองค์เจ้าบวรเดชเห็นว่าเป็นวิธีที่รุนแรงเกินไปจึงได้คัดค้าน ตกลงกันไม่ได้เรื่องจึงเงียบไป

เจ้านายพระองค์นี้ได้มาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตในการเปลี่ยนแปลง "การปกครองใหม่" จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ

แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จะทรงไม่เห็นด้วยกับการทำเช่นนี้ เพราะทรงเห็นว่าจะเกิดข้อสงสัยต่อบทบาทของพระมหากษัตริย์ว่าต้องการพระราชอำนาจกลับคืน แต่ท้ายที่สุดพระองค์ก็มิได้ทรงห้ามปรามอีกทั้งยังพระราชทานของบางอย่างให้ ซึ่ง ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงใช้คำว่า "ให้บริสุทธิ์"  ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล, ๒๕๔๓, หน้า ๑๒๖-๑๒๗. และโปรดดูเพิ่มเติมใน คำพิพากษาศาลพิเศษ พ.ศ. ๒๔๘๒, พระนคร : กรมโฆษณาการ

และทรงบันทึกต่อไปว่า ราชสำนักได้เขียนเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท จากพระคลังข้างที่ให้เจ้านายพระองค์ที่มาปรึกษาข้อราชการที่ไกลกังวลด้วย ต่อมาไม่นานเจ้านายพระองค์นั้นก็ทรงนำกองทัพจากทางเหนือลงมา

การยกทหารลงมา โดยเรียกตนเองว่า "คณะกู้บ้านกู้เมือง" ครั้งนี้ เป็นความพยายามครั้งแรกในการต่อต้านการปฏิวัติ เพื่อฟื้นฟูพระเกียรติและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ตลอดจนปราบปรามคณะราษฎร สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. แผนชิงชาติไทย. ๒๕๓๗, หน้า ๒๒๖.

และการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ (ดังที่ ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงบันทึกถึงความในใจของพระองค์เจ้าบวรเดช) ดังความรู้สึกของหลวงมหาสิทธิโวหาร (สอ เสถบุตร) หนึ่งในผู้เข้าร่วม ซึ่งเห็นว่าเขาไม่พอใจรัฐธรรมนูญของคณะราษฎรโดยเฉพาะอย่างยิ่งบทเฉพาะกาล ซึ่งเขาเห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตย หลวงมหาสิทธิโวหาร (สอ เสถบุตร). "กบฏเพื่ออะไร" ใน "ไทยน้อย". ค่ายคุมขังนักโทษการเมือง. พระนคร : โรงพิมพ์ไทยพานิช. ๒๔๘๘, หน้า ๑๙๒-๑๙๓.

มีความคลุมเครือที่เกิดขึ้นจากบันทึกความทรงจำและเรื่องเล่าภายหลังเหตุการณ์ซึ่งมีลักษณะเป็นการสร้างคำอธิบายใหม่ว่า การยกกองทัพมาครั้งนี้เป็นการกระทำที่เปี่ยมไปด้วยหลักการประชาธิปไตย การที่จะมุ่งสร้างประชาธิปไตยหรือไม่นั้น เราจะเข้าใจกระจ่างขึ้นหากพิจารณาจากความรู้สึกของหลวงโหมรอนราญ (ตุ๊ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา) หนึ่งในนายทหารผู้เข้าร่วม "คณะกู้บ้านกู้เมือง" ตามที่ได้เขียนไว้ในบันทึกความทรงจำของเขา บันทึกความทรงจำนั้นเขียนขึ้นภายหลังจากเหตุการณ์นั้นหลายปี (เขาเขียนในปี ๒๔๙๒) แต่เขายังคงยืนยันความรู้สึกเมื่อครั้งนั้นอย่างแจ่มชัดว่า "[การยกทหารจากหัวเมืองมาครั้งนี้-ผู้เขียนบทความ] จะได้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เหมาะสมและถวายพระราชอำนาจแก่พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว" หลวงโหมรอนราญ. เมื่อข้าพเจ้าก่อกบฏ. หน้า ๖๑-๖๒. อ้างใน "ร.๗ สละราชย์ : ราชสำนัก การแอนตี้คอมมิวนิสต์ และ ๑๔ ตุลา," ใน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง. หน้า ๑๔. 

 "กบฏ" ที่ไม่ "ขบถ"!!?

ความเข้าใจในตนเองของ "คณะกู้บ้านกู้เมือง"

การเข้าใจชุดกระบวนการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการปฏิวัติ ๒๔๗๕ กับการเผชิญหน้ากันครั้งสำคัญระหว่างฝ่ายคณะราษฎรกับฝ่ายต่อต้านนั้น การให้ความสำคัญกับการพิจารณาความคิด ความหมาย จุดยืนทางอุดมการณ์เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เกิดความกระจ่างขึ้น

สำหรับงานเขียนที่นิยามความหมายของจุดยืนทางอุดมการณ์การเมืองในเวลาใกล้เคียงนั้น ทั้ง ม.ร.ว.ทรงสุจริต นวรัตน และ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน ให้ความหมายของคำว่า "อนุรักษ์นิยม หมายถึง พวกหัวเก่าเห็นว่าวิธีการเก่าๆ ที่ใช้นั้นดีอยู่แล้ว การแก้ไขเปลี่ยนแปลงมีแต่จะได้รับผลร้าย...พวกนี้ถือคติว่า ก่อนกระโดดจงมองดูให้ดี กล่าวโดยทั่วไปแล้ว พวกนับถือราชวงศ์คือ พวกรอยัลลิสม์ (Royalism) และโมนาคิสม์ (Monarchism) นับเป็นแขนงหนึ่งของพวกคอนเซอเวตีฟ หรือจะกล่าวว่า พวกคอนเซอเวตีฟพวกหนึ่งมาจากคตินับถือราชวงศ์ก็ได้" ทั้งนี้ "คอนเซอเวตีฟพวกนี้เห็นว่ากษัตริย์ทรงคุณแก่ประเทศ จึงสมควรสนับสนุนด้วยการถวายพระราชอำนาจ ความนับถือและเทิดทูนบูชา คติรอยัลลิสม์เห็นได้ชัดเจนในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ถึงแม้เลิกใช้ลัทธิสมบูรณาญาสิทธิราชแล้ว คติรอยัลลิสม์ก็ยังมีอยู่" ม.ร.ว.ทรงสุจริต นวรัตน และ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน. พรรคการเมืองสยามและต่างประเทศ. พระนคร : โรงพิมพ์เจตนาผล, ๒๔๘๑, หน้า ๒๐, ๒๘.

ในงานบันทึกความทรงจำมากมายหลายชิ้นของเหล่าผู้เข้าร่วมกับ "คณะกู้บ้านกู้เมือง" ซึ่งนำโดยพระองค์เจ้าบวรเดช ปี ๒๔๗๖ นั้น ไม่มีงานชิ้นใดที่บอกว่า พวกตนเป็น "ขบถ" ซึ่งก็เป็นเรื่องแน่นอนว่า ไม่มีใครยอมรับว่า การกระทำของตนไม่ถูกต้อง แต่ประเด็นที่น่าสนใจกว่าก็คือ สำหรับพวกเขาแล้ว พวกเขาให้ความหมายกับคำนี้อย่างไรต่างหาก การพิจารณาประเด็นดังกล่าวต้องการความละเอียดอ่อนพอที่จะเข้าใจความแตกต่าง ของการให้ความหมายของคำที่ "คณะกู้บ้านกู้เมือง" ใช้เพื่อสามารถเข้าใจฐานคิด จุดยืนของอุดมการณ์การเมือง และการกล่าวอ้างถึงความชอบธรรมของฝ่ายตน ซึ่งเป็นประเด็นที่โต้แย้งกันมาตลอด ตั้งแต่ช่วงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว และการกลับมาอีกครั้งของการยืนยันตัวเองในการเป็น "นักประชาธิปไตย" และการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ของคนเหล่านี้

คำว่า "ขบถ" ในอักขราภิธานศรับท์ ของหมอบรัดเลย์ (พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๖) ให้ความหมายว่า "คิดจะทำร้ายเจ้าชีวิต" แต่สำหรับปทานุกรมของกรมตำรากระทรวงธรรมการ พ.ศ. ๒๔๗๐ คำว่า กบฏ คือ ความคดโกง พยศร้าย ล่อลวง ส่วนพจนานุกรมสำหรับนักเรียน ฉบับแก้ไขปรับปรุงของกรมตำรา กระทรวงธรรมการ พ.ศ. ๒๔๗๒ คำว่า กบฏ คือ ความคด ความโกง ความทรยศ การประทุษร้ายต่ออาณาจักร

จากความหมายข้างต้น สามารถสรุปความหมายได้ ๒ ความหมาย คือ คำว่า "ขบถ" ที่เก่าที่สุดนั้นแนวคิดสำคัญคือ การต่อต้านกษัตริย์ การคิดทำร้ายกษัตริย์ การช่วงชิงพระราชอำนาจ ซึ่งให้ความสำคัญกับบุคคลมากกว่า แต่สำหรับอีกความหมายหนึ่งซึ่งใหม่ขึ้นมาอีกนั้น จะให้ความหมายของคำดังกล่าวในเชิงนามธรรมภายใต้แนวคิดสมัยใหม่ที่มองหรือให้ความสำคัญกับคำว่าอาณาบริเวณที่หมายรวมถึงสิ่งอื่นๆ ที่ประกอบกันขึ้นมาตามแนวคิดรัฐสมัยใหม่ควบคู่มากขึ้น เช่น ดินแดน และรัฐบาล ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า คำว่า "กบฏ" มีความหมายเกี่ยวกับ การคิดคด ความโกง ความทรยศ การต่อต้านศูนย์กลางอำนาจ/รัฐบาล

เมื่อนำ "คำ" ดังกล่าวมาพิจารณาควบคู่กับบริบททางการเมืองหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ แล้วก็จะพบว่า รัฐบาลเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความเป็นรัฐสมัยใหม่ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และมีการแบ่งแยกอำนาจ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงใช้อำนาจอธิปไตยการบริหารแทนประชาชนโดยรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นการต่อต้านรัฐบาลคือกบฏ แต่สำหรับ "คณะกู้บ้านกู้เมือง" แล้ว อย่างน้อยพวกเขาไม่เคยยอมรับว่าพวกเขาเป็น "ขบถ" ในความหมายที่คิดร้ายต่อกษัตริย์ หรือแย่งชิงพระราชอำนาจ แต่เป็น "การเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่"

ความเข้าใจต่อตนของพวกเขาในการยกทหารลงมา "ปราบขบถ" นั้นเป็นการต่อต้านรัฐบาล (ศูนย์กลางอำนาจ) แต่ไม่ได้ทรยศต่อพระมหากษัตริย์ ดังจะเห็นถึงตัวอย่างความรู้สึกนึกคิดของหลวงโหมรอนราญ ที่ได้บันทึกไว้ว่า "สำคัญที่สุดอยู่ในหัวใจของข้าพเจ้านั้น ซื่อสัตย์กตัญญูต่อพระมหากษัตริย์และพระบรมราชจักรีวงศ์อยู่ในสายเลือด จึงเกลียดชังผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินยิ่งนัก เพราะข้าพเจ้าถือว่านี้เป็นขบถ หมิ่นหยามและอกตัญญูต่อพระมหากษัตริย์ จึงตั้งใจว่าถ้ามีโอกาส จะลุกขึ้นต่อสู้และปราบปรามพวกขบถเหล่านี้ให้จงได้" หลวงโหมรอนราญ. "ชีวประวัติของข้าพเจ้า". อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พันตำรวจโท หลวงโหมรอนราญ, หน้า ๔๕-๔๖. ในขณะที่รัฐบาลและฝ่ายสนับสนุนระบอบรัฐธรรมนูญ อย่างกุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้สะท้อนทัศนะต่อเหตุการณ์นี้ ว่า "ทำไมยังไม่ถึงเวลาที่จะเรียกเจ้าบวรเดชว่าอ้ายพวกกบฏ เจ้าบวรเดชกบฏต่อรัฐบาล กบฏต่อรัฐธรรมนูญ กบฏต่อมติมหาชน นี่เรายังเรียกกบฏไม่ได้อีกหรือ" ("ลาก่อนรัฐธรรมนูญ," ใน เทอดรัฐธรรมนูญ. ๒๔๗๖, หน้า ๒๘๖.)

แม้ว่าในช่วงปลายสงคราม รัฐบาลได้ประกาศพระราชกำหนดนิรโทษกรรมฯ แล้วก็ตาม แต่หลวงโหมรอนราญยังคงมีจุดยืนความคิดที่ไม่แตกต่างไปจากเดิมที่ว่าคณะราษฎร แย่งชิงพระราชสมบัติ เขายืนยันว่า "ข้าพเจ้าเห็นว่าพวกคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินยังมีอำนาจราชศักดิ์ เป็นคณะรัฐบาลอยู่หลายคน ข้าพเจ้าไม่อยากอยู่ร่วมแผ่นดินกับพวกขบถเหล่านี้ [เน้นโดยผู้เขียนบทความ]" หลวงโหมรอนราญ. อ้างแล้ว. หน้า ๔๖.

การตระหนักรู้ตนเองในการเป็นพวก "รอยัลลิสต์" นี้ แกนนำอีกคนหนึ่งในการยกกองทัพจากหัวเมืองครั้งนี้ คือพระยาศราภัยพิพัฒ ได้เล่าถึงความรู้สึกของเขาหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ไม่นานว่า เขาไม่หวาดวิตกในการมีรายชื่อที่จะถูกปลดจากราชการในฐานเป็น "พวกเจ้า" เลย แต่เขากลับเห็นว่าเป็นเรื่องน่าภูมิใจว่าเป็น "พวกเจ้า" เขาเห็นว่า สำหรับเขาแล้ว เมื่อพวกเจ้าตกอับ เขาก็พร้อมที่จะตกเหวตามไปด้วย พระยาศราภัยพิพัฒ. ฝันจริงของข้าพเจ้า. พระนคร : เดลิเมล์, ๒๔๗๖, หน้า ๒-๓.

หลังการปฏิวัติไม่นาน เขาถูกปลดออกจากราชการ และได้ไปทำงานที่บริษัทสยามฟรีเพรสส์ ของหลุย คีรีวัต ต่อมาเขาได้เดินทางไปปีนังเข้าเฝ้าสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต เขาเล่าว่า เมื่อเขากลับมาได้ถูกจับจ้องจากคณะราษฎรมาก จนได้รับหนังสือตักเตือนจากหลวงพิบูลสงครามและหลวงศุภชลาศัย ไม่นานหลังจากนั้น เขาได้เดินทางไปท่องเที่ยวในจีนและญี่ปุ่นและได้เขียนสารคดีท่องเที่ยว ประกอบการวิจารณ์การเมือง ทำให้เราได้ทราบความคิดทางการเมือง หรือเค้าความคิดในรัฐธรรมนูญอุดมคติของพระยาศราภัยพิพัฒ คือ เขาชื่นชมกับรัฐธรรมนูญฉบับพระราชทานของจักรพรรดิเมจิของญี่ปุ่นที่บัญญัติให้พระองค์มีพระราชอำนาจมาก

และเขาเห็นว่าองค์จักรพรรดิมีการเตรียมการเป็นเวลานานเพื่อให้ประชาชนมีความพร้อม เขาประเมินว่าการที่องค์จักรพรรดิมีอำนาจสูงสุดแบบเอกาธิปไตยในรัฐธรรมนูญนั้นมีความเหมาะสม เพราะพระองค์จะชี้ขาดปัญหาทั้งมวล โดยประชาชนจะรอคอยพระบรมราชโองการอย่างจงรักภักดี 

และพระยาศราภัยพิพัฒได้ประเมินสภาพการณ์หลังการปฏิวัติว่า การปฏิวัติเป็นการนำความเสื่อมมาสู่สังคม โดยเขากล่าวถึงความเสื่อมโทรมของศีลธรรมเยาวชนว่า "จะเห็นได้จากพฤติการณ์และนิสัยเด็กหนุ่มของเราได้เสื่อมลงไปในระหว่างปีกลาย [๒๔๗๕] กับปีนี้ [๒๔๗๖] เป็นอันมาก เพราะเสรีภาพปลุกให้เขาตื่นอย่างัวเงีย"

การจัดวางพระราชอำนาจในรัฐธรรมนูญที่ไม่เหมาะสมหลังการปฏิวัติให้สอดคล้องตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ และเหล่าพระราชวงศ์ ทำให้เกิดการสนับสนุนงบประมาณจากพระคลังข้างที่ในการยกกองทัพจากหัวเมือง เป็นเหตุให้เกิด "คณะกู้บ้านกู้เมือง" เมื่อเดือนตุลาคม ๒๔๗๖ พร้อมกับการยื่นคำขาดต่อคณะราษฎร จากความพ่ายแพ้ของการโต้ "อภิวัฒน์" นี้ ทำให้พระองค์เจ้าบวรเดชและแกนนำต้องลี้ภัยไปยังเวียดนามและสิงคโปร์ ส่วนนายทหารระดับนำเสียชีวิตในที่รบ แนวร่วมจำนวนมากถูกจับขึ้นศาล และนำไปสู่การจับกุมผู้เกี่ยวข้อง ๖๐๐ คน โดยถูกส่งฟ้องศาลพิเศษ ๓๔๖ คน ถูกตัดสินลงโทษ ๒๕๐ คน ถูกปลดจากราชการ ๑๑๗ คน สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. แผนชิงชาติไทย. หน้า ๑๘-๑๙.

ในระหว่างคุมขังนักโทษทางการเมืองเหล่านี้ พวกเขาได้บันทึกความทรงจำและแต่งนิยายขึ้นจำนวนมากที่เล่าในลักษณะกลับหัว กลับหาง และภายหลังถูกนำมาเผยแพร่เมื่อได้รับการปลดปล่อย อย่างไรก็ตามบันทึกความทรงจำและนิยายเหล่านี้ ทำให้เราได้ทราบความรู้สึกนึกคิด ความคิดทางการเมืองและความเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขาในเวลาต่อมา

"น้ำเงินแท้" (True Blue)

หนังสือพิมพ์และการกู่ก้องร้องเพลงประกาศอุดมการณ์ในแดนหก
ในระหว่างที่พวกเขาถูกคุมขังเพื่อรอการพิจารณาตัดสินจากศาลพิเศษนั้น ด้วยศรัทธาแห่งอุดมการณ์อันแรงกล้าไม่อาจทำให้แนวหลักและแนวร่วมของ "คณะกู้บ้านกู้เมือง" นี้สิ้นหวัง แต่ยังคงเคลื่อนไหวต่อไปโดยผ่านการออกหนังสือพิมพ์แสดงอุดมการณ์ของกลุ่มตน ในนาม "น้ำเงินแท้" ในเรือนจำ ในนิยายกึ่งชีวประวัติของ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน ร.ท.ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน. (๒๔๕๑-๒๔๙๒) อดีตนายทหารอากาศ ถูกจับฐานร่วมมือกับกบฏบวรเดช ภายหลังได้รับการปล่อยตัวและถูกจับซ้ำอีกฐานสมคบกันโค่นล้มรัฐบาลเมื่อปี ๒๔๘๑ ถูกส่งตัวไปกักขังที่เกาะตะรุเตาและเกาะเต่า หลังสงครามได้รับการปลดปล่อย มีงานเขียนที่เกี่ยวกับนิยายชีวประวัติหลายเล่ม เช่น ฝันจริงของนักอุดมคติ และรอยร้าวของมรกต เล่มที่มีชื่อเสียงคือฝันจริงของนักอุดมคติ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองนิมิตร ถูกพิมพ์ซ้ำหลายครั้งและเขากลายเป็นวีรบุรุษเสรีนิยม นักต้านเผด็จการ และนักประชาธิปไตย ในสายตาของนักศึกษาในช่วงการโค่นล้มรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร เมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖

เรื่องเมืองนิมิตร ได้บันทึกถึงกำเนิดของหนังสือพิมพ์นี้ว่า ร.ท.จงกล ไกรฤกษ์ เป็นผู้เสนอทำหนังสือพิมพ์ขึ้นก่อนเพื่อเผยแพร่ข่าวสารให้พรรคพวกทราบ โดยหนังสือพิมพ์นี้เป็นหนังสือพิมพ์ที่เขียนด้วยมือของ ร.ท.จงกล ไกรฤกษ์ ลงบนกระดาษสมุด ภายหลัง ม.ร.ว.นิมิตรมงคลได้เปลี่ยนวัตถุประสงค์หนังสือพิมพ์เพื่อใช้เป็นตำราการเมือง เป็นหนังสือพิมพ์ชื่อ "น้ำเงินแท้" ขึ้นแทน มีลักษณะเป็นสมุดปกแข็ง หุ้มด้วยกระดาษแก้ว การผลิตหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากเหล่านักโทษการเมืองมาก ตั้งแต่การเขียนภาพปก ภาพหัวเรื่อง โดย เพรา พวงนาค, เติม พลวิเศษ และแปลก ยุวนวรรธนะ สำหรับนักเขียนประจำใน "น้ำเงินแท้" มีเช่น หลวงมหาสิทธิโวหาร (สอ เสถบุตร), พระยาศราภัยพิพัฒ, พระศรีสุทัศน์, หลุย คีรีวัต, ร.ท.จงกล ไกรฤกษ์ และ "แม่น้ำโขง" (อ่ำ บุญไทย) เป็นต้น

การเผยแพร่หนังสือพิมพ์นี้ ชาว "น้ำเงินแท้" ใช้วิธีการซุกซ่อนใต้กระถางต้นไม้ บนหลังคาห้องน้ำ บ่อขยะ เพื่อสื่อสารระหว่างกัน ทั้งที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่เรือนจำได้ตรวจตราเป็นอย่างมากก็ไม่อาจจับได้

ความมุ่งมั่นในการออก "น้ำเงินแท้" นี้ดำเนินต่อไปได้ถึง ๑๗ ฉบับ ความพยายามในการเผยแพร่อุดมการณ์ไม่จำกัดแต่เพียงในแดนหกเท่านั้น แต่ชาว "น้ำเงินแท้" ยังพยายามเผยแพร่หนังสือนี้ออกสู่ภายนอกด้วยวิธีการผูกสมุดแนบกับตัวหรือ ท่อนขาของญาติที่มาเยี่ยม หรือฝากให้เมื่อพบกันที่ศาล ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน. เมืองนิมิตรและชีวิตแห่งการกบฏสองครั้ง. พระนคร : อักษรสัมพันธ์, ๒๕๑๓, หน้า ๓๒๔-๓๓๐. และชุลี สารนุสิต. แดนหก. พระนคร : โรงพิมพ์สมรรถภาพ, ๒๔๘๘, หน้า ๒๖๗.

บทความที่ลงใน "น้ำเงินแท้" นั้นในสายตาของชุลี สารนุสิต ชาว "น้ำเงินแท้" คนหนึ่งแล้ว เห็นว่าเป็นบทความที่ดุเดือดที่เขียนจาก "ปากกาที่เผาด้วยเพลิง" มีทั้งบทความที่วิพากษ์วิจารณ์แห่งรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๗๕ และของต่างประเทศ และความเห็นเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจ การศึกษา เป็นต้น ชุลี สารนุสิต.

อย่างไรก็ตามหากลองพิจารณาบันทึกความทรงจำที่เกี่ยวกับพฤติกรรมและอุดมการณ์ การเมืองของชาว "น้ำเงินแท้" ที่เผยแพร่ออกมาในช่วงบรรยากาศเปิดทางการเมืองหลัง ๒๔๘๘ แล้ว เราอาจจะเข้าใจความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจของพวกเขา ดังนี้ ชุลี สารนุสิต ได้บันทึกความทรงจำถึงความหมายของ "น้ำเงินแท้" ในแดนหกว่า "น้ำเงินแท้" สามารถตีความได้ ๒ แบบ คือ สีของชุดนักโทษ หรือสีน้ำเงินในธงชาติ เขาเห็นว่าถูกทั้งสองความหมาย แต่เขาได้ย้ำเป็นพิเศษว่า สำหรับเขาแล้ว สีน้ำเงิน คือ "สีที่บริสุทธิ์ และเป็นธงชัยแห่งความหวัง"

ไม่แต่เพียงความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักโทษทางการเมืองเหล่านี้ด้วยการออกหนังสือพิมพ์เท่านั้น แต่ยังมีการแต่งเพลงร้องปลุกใจในพวกพ้องด้วย โดย ม.จ.สิทธิพร กฤดากร ได้ทรงแต่งเพลง "น้ำเงินแท้" หรือ "True Blue" ขึ้น

หม่อมเจ้าสิทธิพรได้แต่งเป็นภาษาอังกฤษ โดยใช้ทำนองเพลง "You Too" ว่า

We"ve been in prison for over three years,
But there"s no reason for living in fear,
We"re bright and merry, "cause we"re
Not very sad at being here for merely.
Doing our duty to Country and King,
So let be cheery make the well kin"ring,
Long live the King, We say Hoo-ray and sing,
We hope to go home pretty soon, Yes, we do.
You too, You too.
Back to Wives and Sweethearts, also true, To you,
Let"s say that we vow all of us to remain,
True Blue, And pray,
That our King be with us all life through,
Chai-Yo, "True Blue".
(ความทรงจำของชุลี, เพิ่งอ้าง, หน้า ๒๖๙-๒๗๐. เน้นโดยผู้เขียนบทความ)

ชุลีเล่าเสริมว่าเพลงนี้ได้แพร่หลายไปในหมู่นักโทษการเมืองอย่างรวดเร็ว แม้ว่าพรรคพวกที่เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษก็ยังร้องได้ เขาย้ำว่าเป็นเพราะว่าเพลง "True Blue" คือ "น้ำเงินแท้" นั่นเอง แม้ว่าภายหลังเจ้าหน้าที่เรือนจำเข้มงวดมากขึ้นจนทำให้ต้องยุติการออกหนังสือพิมพ์ แต่พลังของความหมายของ "น้ำเงินแท้" ไม่จบสิ้นลงในฐานะหนังสือพิมพ์เท่านั้น แต่บทเพลงแห่งอุดมการณ์ยังคงกึกก้องในหัวใจ ชุลีได้สรุปว่า "หนังสือน้ำเงินแท้ได้สิ้นลมปราณลงแล้ว เพราะความระมัดระวังตัวของพวกเรา แต่บทเพลงน้ำเงินแท้ยังคงชีพอยู่และก้องอยู่ในจิตต์ใจของนักโทษการเมืองทุกคน"

หลังจากถูกตัดสินลงโทษแล้ว ทั้งนักโทษการเมืองในกรณีกบฏบวรเดช ๒๔๗๖ และนักโทษในกรณีอื่นๆ เช่น การลอบสังหารหลวงพิบูลสงครามและการโค่นล้มรัฐบาล ได้ถูกส่งตัวไปกักขังที่เกาะตะรุเตาและเกาะเต่า อันเป็นที่มาของประสบการณ์ที่ชาว "น้ำเงินแท้" และนักโทษการเมืองอื่นๆ ได้ใช้เป็นวัตถุดิบในการเขียนสารคดีการเมืองทยอยออกมาเป็นชุดหลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือในรูปหนังสือสารคดีการเมืองเล่มเล็กๆ ที่เป็นอันนิยมขณะนั้น โดยโครงเรื่องส่วนใหญ่เป็นการเล่าถึงความยากลำบาก ความทุกข์ทรมานในขณะถูกจำคุกด้วยน้ำมือของคณะราษฎรที่พวกเขากล่าวหาว่า "ไม่เป็นประชาธิปไตย" และ "เป็นคณาธิปไตย" ทางการปกครอง ตลอดจน "อยุติธรรม" ในการกวาดจับพวกเขา

การฟื้นชีพของชาว "น้ำเงินแท้"

กับการเปิดกว้างทางการเมืองหลังสงคราม

ในช่วงปี ๒๔๘๘ ปลายสงคราม โครงสร้างทางการเมืองของไทยเปิดเอื้อให้กับการกลับมาเคลื่อนไหวต่อต้านคณะราษฎรอีกครั้ง บรรยากาศในช่วงนั้นเป็นการพยายามประนีประนอมกับกลุ่มต่างๆ มากขึ้น รัฐบาลหลวงโกวิท อภัยวงศ์ (ควง อภัยวงศ์) ได้ประกาศพระราชกำหนดการนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดฐานกบฏและจลาจล ๒๔๘๘ ซึ่งมีสาระว่าผู้ที่ได้กระทำความผิดทางการเมือง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลพิเศษ ทั้ง ๓ ครั้ง เมื่อ ๒๔๗๖, ๒๔๗๘ และ ๒๔๘๑ ทั้งที่ได้รับการตัดสินแล้ว หรือหลบหนี ให้ได้รับการนิรโทษกรรมให้พ้นผิด พระราชกำหนดฉบับนี้ มีผลในการเปิดโอกาสให้ชาว "น้ำเงินแท้" และนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับคณะราษฎรสามารถกลับยังประเทศและเข้าสู่วงการเมืองได้อีกครั้ง การกลับมาครั้งนี้พวกเขาได้กลับเข้าเล่นบทปัญญาชน ในการพูด เขียน วิพากษ์วิจารณ์ ตลอดจนลงสมัครรับเลือกตั้ง ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์. รายงานการวิจัยเรื่องแนวความคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี. ๒๕๔๔, หน้า ๑๒-๑๕.

การได้รับการปลดปล่อย การได้รับคืนฐานันดร บรรดาศักดิ์ และยศ จากการนิรโทษกรรมของอดีตนักการเมืองชาว "น้ำเงินแท้" ที่เคยต่อต้านการปฏิวัติและคณะราษฎรในหลายกรณี ได้ทยอยกลับมาจากต่างประเทศ เช่น พลโท พระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา-อดีตแม่ทัพในระบอบเก่า), น.อ.พระยาศราภัยพิพัฒ (เลื่อน ศราภัยวานิช-อดีตนายเวรวิเศษ-เลขาประจำตัวของเสนาบดีกระทรวงทหารเรือในยุค สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต), พระยาสุรพันธเสนี (อิ้น บุนนาค-อดีตสมุหเทศาภิบาล เมืองเพชรบุรี ราชบุรี), หลุย คีรีวัต (เจ้าของบริษัท สยามฟรีเพรสส์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพเดลิเมล์), ร.อ.หลวงโหมรอนราญ (ตุ๊ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา) บางส่วนได้รับการปลดปล่อย เช่น หลวงมหาสิทธิโวหาร (สอ เสถบุตร-อดีตเลขาธิการกรมราชเลขาธิการ), ร.ท.ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน, ร.ท.ขุนโรจนวิชัย (พายัพ โรจนวิภาต), ร.ท.จงกล ไกรฤกษ์, ดร.โชติ คุ้มพันธุ์ และชุลี สารนุสิต เป็นต้น และที่ได้รับการคืนฐานันดร เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร, พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช เป็นต้น

การกลับมาครั้งนี้ เหล่าชาว "น้ำเงินแท้" หลายคนได้เล่นบทเป็นนักคิดนักเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์การเมืองลงหนังสือพิมพ์ ต่อมางานเขียนเหล่านี้บางส่วนถูกรวมพิมพ์เป็นเล่มหรือรวมพิมพ์ประกอบกัน เช่น พระยาเทพหัสดิน เขียนจดหมายจากพลโท พระยาเทพหัสดิน (๒๔๘๘) หลวงมหาสิทธิโวหาร (สอ เสถบุตร) เขียนกบฏเพื่ออะไร (๒๔๘๘) ชุลี สารนุสิต เขียนแดนหก (๒๔๘๘) ดร.โชติ คุ้มพันธุ์ เขียน ๑๑ ปีในชีวิตการเมือง พายัพ โรจนวิภาต เขียนยุคทมิฬ (๒๔๘๙) ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน เขียนความฝันของนักอุดมคติ (๒๔๙๑) หลวงโหมรอนราญ (ตุ๊ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา) เขียนเมื่อข้าพเจ้าก่อกบฏ (๒๔๙๑) หลุย คีรีวัต เขียนประชาธิปไตย ๑๗ ปี (๒๔๙๓) เป็นต้น

ประวัติของหลวงมหาสิทธิโวหาร (สอ เสถบุตร, ๒๔๔๖-๒๕๑๓) นั้น เคยรับราชการเป็นเจ้ากรมกองเลขานุการองคมนตรี กรมราชเลขาธิการในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จนได้รับตำแหน่งเป็นเสวกโท หลวงมหาสิทธิโวหาร ต่อมาถูกจับในฐานร่วมกันกบฏในพระราชอาณาจักร เมื่อปี ๒๔๗๖ ภายหลังสงครามได้รับการปล่อยตัว งานเขียนจำนวนมากของเขาส่วนใหญ่เป็นการสอนภาษาอังกฤษ มีงานน้อยชิ้นที่เขาเขียนเกี่ยวกับการเมือง แต่สำหรับบทความเรื่อง "กบฏเพื่ออะไร" นี้ เขาได้ให้เหตุผลในการเข้าร่วมกับ "คณะกู้บ้านกู้เมือง" ว่า เขาไม่พอใจในรัฐธรรมนูญที่ "ไม่เป็นประชาธิปไตย" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทเฉพาะกาล เนื่องจากถวายพระราชอำนาจน้อยเกินไป ไม่เป็นประชาธิปไตยและรัฐบาลเป็น "คณาธิปไตย"

แต่เขาไม่ได้ให้รายละเอียดในบทบาทความร่วมมือของเขา นอกจากติดหลังแหจากกวาดจับโดยคณะราษฎร (สอ เสถบุตร. "กบฏเพื่ออะไร," ใน "ไทยน้อย". ค่ายคุมขังนักโทษการเมือง. พระนคร : โรงพิมพ์ไทยพานิช, ๒๔๘๘, หน้า ๑๙๑-๑๙๖.) แต่ในประวัติของเขา เขียนโดยพิมพ์วัลคุ์ ภรรยาของเขาที่เขียนขึ้นหลังจากนั้นหลายสิบปีว่า เหตุผลในการเข้าร่วมของสามี คือ เขาหวังว่าจะได้การแต่งตั้งเป็นพระยาศรีสุนทรโวหารในไม่ช้า แต่การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ได้เกิดขึ้นก่อน อนาคตของเขาที่รุ่งโรจน์ดับวูบลง เขาจึงได้ร่วมมือกับพระองค์เจ้าบวรเดช ตามคำชักชวนของหลุย คีรีวัต อย่างไม่ลังเล ด้วยการแปลคำใบปลิวแถลงการณ์ข้อเรียกร้องของคณะกู้บ้านกู้เมืองเป็นภาษาอังกฤษและลงมือโรเนียวด้วยตนเองในเรือพร้อมหลุยและพระยาศราภัยพิพัฒ

หลังจากการพ้นโทษแล้ว เขามีแผนการรวมกลุ่มเป็นการเมืองกับชาว "น้ำเงินแท้" และเจ้านักการเมือง ต่อมาได้ตั้งพรรคก้าวหน้าร่วมกับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และได้ผนวกรวมเป็นพรรคประชาธิปัตย์ในเวลาต่อมา (พิมพ์วัลคุ์ เสถบุตร, ๒๕๓๗, หน้า ๑๑๗, ๑๘๕, ๑๙๖.)

หลังการรัฐประหาร ๒๔๙๐ เขาเป็นหัวหอกผู้หนึ่งในการนำข้อเรียกร้องที่ล้มเหลวของ "คณะกู้บ้านกู้เมือง" -ชาว "น้ำเงินแท้" เมื่อปี ๒๔๗๖ กลับมาใหม่เพื่อสร้าง "ประชาธิปไตย" ตามแบบฉบับของพวกเขา ด้วยถวายพระราชอำนาจคืนพระมหากษัตริย์ (ดูบันทึกของเขาที่เขียนลงศรีกรุง ฉบับวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ สาระคือ เขาต้องการการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเป็นพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์ ปลอดจากการทัดทานจากสถาบันการเมืองอื่นตามรัฐธรรมนูญ) สำหรับ พิมพ์วัลคุ์ ภรรยาของเขาเป็นบุตรสาวของพโยม โรจนวิภาต อดีตสายลับส่วนพระองค์ รหัส พ.๒๗ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ที่ทรงใช้สืบข่าวความเคลื่อนไหวทางการเมืองของคณะราษฎรหลังการปฏิวัติ

หน้ากระดาษอันเปิดกว้างที่สะดวกในการ "รื้อ" ความชอบธรรมของคณะราษฎรด้วยการโจมตีคณะราษฎรว่าไม่มีความเป็นธรรมในการจับกุม หรือจับกุมตัวผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง/"จับแพะ" นั้นแพร่หลายอย่างมากในวรรณกรรมลักษณะ "ร้องแรกแหกกระเชอ" ของชาว "น้ำเงินแท้" พร้อมการปฏิเสธเสียงแข็งถึงความเกี่ยวข้องกับการกบฏ อย่างไรก็ตามหากเราติดตามงานของชาว "น้ำเงินแท้" ต่อไปอีกระยะหนึ่ง เมื่อสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนไป กล่าวคือ เมื่อคณะราษฎรสิ้นอำนาจในขณะที่พวก "รอยัลลิสต์" และทหารนิยมเถลิงอำนาจ เราจะพบว่า แกนนำเหล่านี้ล้วนยอมรับในภายหลังอย่างภาคภูมิว่า พวกเขาล้วนมีส่วนในความร่วมมือต่อต้านคณะราษฎรไม่มากก็น้อย

การเคลื่อนพลลงสนามการเมืองของเหล่านักการเมือง "น้ำเงินแท้" อย่างเป็นทางการ เริ่มจากการลงสมัครรับเลือกตั้งปี ๒๔๘๘ และการจัดตั้งพรรคการเมืองปี ๒๔๘๙ โดยเริ่มต้นที่โชติ คุ้มพันธุ์ ที่ลงสมัครอิสระ (ภายหลังสังกัดพรรคประชาธิปไตย) ได้รับชัยชนะเหนือทองเปลว ชลภูมิ จากความช่วยเหลือของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (ต่อมาเป็นหัวหน้าพรรคก้าวหน้า ที่มีนโยบายสำคัญคือ นโยบายต่อต้านคณะราษฎร) และการผนวกตัวกันระหว่างกลุ่มหลวงโกวิทฯ อดีตนายกรัฐมนตรี กับกลุ่มพรรคประชาธิปไตย และพรรคก้าวหน้ากลายเป็นพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีหลวงโกวิทฯ ( ควง อภัยวงศ์ )เป็นหัวหน้าพรรค และ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นรองหัวหน้าพรรคนั้น

ในขณะนั้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคฝ่ายค้านขนาดใหญ่ต่อพรรคสหชีพและพรรคแนวรัฐธรรมนูญของรัฐบาลซึ่งขณะนั้นหลวงประดิษฐ์มนูธรรมเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ในสมัยรัฐบาลหลวงประดิษฐ์ฯ ได้เสนอให้แก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญโดยให้คณะกรรมการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรได้ดำเนินการยกร่างแก้ไข และได้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๘๙ ในปีเดียวกันนั้นเอง ได้เกิดวิกฤตการณ์การเมือง เนื่องจากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลด้วย "การต้องพระแสงปืน" นำไปสู่วิกฤตการณ์การเมือง รัฐบาลหลวงประดิษฐ์ฯ ขอลาออก รัฐบาลใหม่ของหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ถูกโจมตีอย่างหนักจากนักการเมืองฝ่ายค้าน จนนำไปสู่การเผชิญมรสุมจากการรัฐประหาร เมื่อ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐

กำเนิด "ระบอบสีน้ำเงิน"การรุกคืบทางรัฐธรรมนูญกับการรื้อฟื้นพระราชอำนาจหลัง ๒๔๙๐ 

การเกาะกลุ่มของชาว "น้ำเงินแท้" กับพันธมิตรแนวร่วมนั้น มีผลกระทบอย่างมากต่อเสถียรภาพทางการเมืองที่เปิด ท่ามกลางความพยายามประนีประนอมของรัฐบาลหลังสงครามกับรอยฝังจำของเหล่านัก โทษการเมือง ความระส่ำระสายทางการเมืองจากการบริหารประเทศหลังภาวะสงครามและเหตุการณ์ไม่ คาดฝันจากกรณีสวรรคต นำไปสู่การรัฐประหารที่ได้รับความร่วมมือจากชาว "น้ำเงินแท้" ในการโค่นล้มรัฐบาลเสรีไทย และนำไปสู่การกวาดล้างกลุ่มหลวงประดิษฐ์ฯ พร้อมกับได้แขวนข้อกล่าวหาฝากติดตัวให้ด้วย ในระยะเวลานี้ เกิดการปรากฏตัวอย่างสำคัญของพวก "รอยัลลิสต์" ที่เข้มแข็งอย่างไม่เคยมีมาก่อนหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕

การผนึกกำลังร่วมกับคณะรัฐประหารในครั้งนี้มีผลสะท้อนให้สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๐ เปลี่ยนแปลงจากหลักการหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ กลายเป็นรัฐธรรมนูญที่ถวายพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์เป็นอย่างมาก ดังมีลักษณะ [พระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญ = พระมหากษัตริย์ + (สถาบันการเมือง) + ประชาชน] เช่น ถวายพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหาร (มาตรา ๗๔, ๗๕, ๗๗) ซึ่งกำหนดให้พระองค์มีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี และมีพระราชอำนาจในการปลดนายกรัฐมนตรี (มาตรา ๗๘) โดยให้ประธานอภิรัฐมนตรีเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ โดยอภิรัฐมนตรีได้รับการแต่งตั้งโดยพระราชอำนาจ (มาตรา ๙)

อีกทั้งพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการเพิกถอนรัฐมนตรีได้ด้วยพระบรมราชโองการ (มาตรา ๗๙) และมีพระราชอำนาจในการเลือกวุฒิสภา (มาตรา ๓๓) พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการตราพระราชบัญญัติในกรณีฉุกเฉินและกรณีการเงิน (มาตรา ๘๐, ๘๑) เป็นต้น ดังนั้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ส่งผลให้ปราศจากผู้สนองพระบรมราชโองการ และขัดต่อหลักพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะที่ละเมิดมิได้ โดยสรุปแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถวายพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์มากและมีการรื้อฟื้นองค์กรในระบอบเก่ากลับมา คือการรื้อฟื้นอภิรัฐมนตรีสภา เป็นต้น

ด้วยสาระสำคัญของพระราชอำนาจ "ตาม" รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๐ ของคณะรัฐประหารที่ปรากฏเช่นนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร หนึ่งในผู้สำเร็จราชการแผ่นดินฯ ได้ทรงลงพระนามประกาศแต่เพียงคนเดียว ในขณะที่พระยามานวราชเสวี ไม่ยอมลงนาม อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกตีความให้มีผลทางกฎหมาย ทั้งนี้ บุคคลที่เชื่อมคณะรัฐประหารให้เข้าพบสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร คือ ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ซึ่งต่อมาคณะรัฐประหารได้แต่งตั้งให้เป็นตัวแทนไปกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ณ เมืองโลซาน สวิตเซอร์แลนด์


หลังการรัฐประหาร หลวงโกวิทฯ ( ควง อภัยวงศ์ ) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี สำหรับคณะรัฐมนตรีชุดนี้ มีเหล่าเชื้อพระวงศ์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายคน เช่น หม่อมเจ้าวิวัฒน์ไชย ไชยันต์, ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช, ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และ ม.ล.เดช สนิทวงศ์ ส่วนขุนนางในระบอบเก่ามี เช่น พระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล) รวมทั้งอดีตนักโทษการเมือง เช่น ม.จ.สิทธิพร กฤดากร, พระยาศราภัยพิพัฒ (เลื่อน ศราภัยวานิช) เป็นต้น นับว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้ประกอบด้วยเชื้อพระวงศ์ ขุนนางระบอบเก่า และชาว "น้ำเงินแท้" มากอย่างไม่เคยมีปรากฏมาก่อน

แม้ว่าชาว "น้ำเงินแท้" หลายคนได้ลงเล่นการเมือง แต่ส่วนที่เหลือยังคงดำเนินการทางการเมือง "รื้อ" คณะราษฎรลงหน้าหนังสือพิมพ์ในรูปสารคดีการเมือง บันทึกความทรงจำในเชิงลบต่อไปอีก ทั้งบางคนทำหน้าที่ทั้ง ๒ ด้านควบคู่กันไปใน "การรื้อสร้าง" พร้อมๆ กับสร้างการผนึกตัวระหว่างชาว "น้ำเงินแท้" กับนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้ นักการเมืองชาว "น้ำเงินแท้", เชื้อพระวงศ์ที่มาเป็นนักการเมือง นักการเมืองนิยมเจ้าได้เคลื่อนพลลงสนามการเมืองในช่วง ๒๔๘๙-๒๔๙๕ ดังปรากฏ เช่น ดร.โชติ คุ้มพันธุ์ (๒๔๘๙), ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (๒๔๘๙, ๒๔๙๑), ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช (๒๔๘๙, ๒๔๙๑), พระยาศรีวิสารวาจา (๒๔๘๙), หลวงมหาสิทธิโวหาร (๒๔๘๙), พระยาศราภัยพิพัฒ (๒๔๘๙), ไถง สุวรรณทัต (๒๔๙๑, ๒๔๙๕), ม.จ.สิทธิพร กฤดากร (๒๔๙๑)๔๔ เป็นต้น

นับแต่รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๐ และ ๒๔๙๒ นั้น ได้มีการบัญญัติมาตราที่เกี่ยวกับอภิรัฐมนตรี ซึ่งต่อมากลายเป็นองคมนตรี โดยบัญญัติให้เป็นพระราชอำนาจในการเลือกและแต่งตั้งอย่างอิสระปลอดจากการทัดทานอำนาจของสถาบันการเมืองอื่นที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามหลักประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน เช่น ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ สำหรับสาระสำคัญในรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๒ คือ

การกำหนดองคมนตรีแทนอภิรัฐมนตรี โดยมีพระราชอำนาจในการเลือกและแต่งตั้ง และให้พ้นตำแหน่งไปตามพระราชอัธยาศัย (มาตรา ๑๓, ๑๔) รัฐธรรมนูญฉบับนี้เนื่องจากผู้ร่างส่วนใหญ่มีแนวคิดอนุรักษนิยมจึงได้บัญญัติถวายพระราชอำนาจที่สำคัญหลายกรณี เช่น การเลือกและแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาโดยมีประธานองคมนตรีเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ (มาตรา ๘๒) เนื่องจากผู้ร่างต้องการให้วุฒิสภาเป็นตัวแทนพระมหากษัตริย์ การบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการสถาปนาฐานันดรศักดิ์ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (มาตรา ๑๒) นอกจากนี้ผู้ร่างต้องการให้เป็นอำนาจ "ส่วนพระองค์โดยแท้" จึงบัญญัติให้ประธานองคมนตรีหรือองคมนตรีเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ เป็นต้น

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพระราชอำนาจที่ทรงมีเพิ่มขึ้นตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๐, ๒๔๙๒ หากเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๗๕, ๒๔๘๙ ในหลายกรณีเป็นประเด็นที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น บทบัญญัติที่ถวายพระราชอำนาจให้เพิ่มขึ้น การรื้อฟื้นอภิรัฐมนตรีซึ่งเคยถูกตั้งในสมัยระบอบเก่าและถูกเลิกไปเมื่อเกิด การปฏิวัติ ต่อมากลายเป็นองคมนตรีซึ่งเป็นพระราชอำนาจในการเลือก แต่งตั้ง และถอดถอนอย่างอิสระ

การบัญญัติให้เป็นพระราชอำนาจในการสถาปนาฐานันดรศักดิ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ การบัญญัติให้ทรงมีอำนาจในทางการเมือง เช่น การแต่งตั้ง ถอดถอนนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี การเลือก การแต่งตั้งวุฒิสภาโดยมีประธานองคมนตรีซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยพระราชอำนาจ เป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ เป็นต้น แม้หลายประเด็นในฉบับ ๒๔๙๐ จะถูกเลิกไป เนื่องจากพัฒนาการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่แล้วก็ตาม แต่หลายประเด็นจากฉบับ ๒๔๙๐ และ ๒๔๙๒ ยังได้รับการสืบต่อมา

อย่างไรก็ตามยังมีความน่าสังเกตอีก หากเราตีความการพยายามกำจัด/ลดทอนพลังของคณะราษฎร เช่น บทบาทของกรมพระยาชัยนาทนเรนทร ที่ทรงลงพระนามเพียงคนเดียวอย่างรวดเร็วเพื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๐ ทันทีที่คณะรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลหลวงธำรงฯ และกวาดล้างกลุ่มคณะราษฎรพลเรือนและกลุ่มหลวงประดิษฐ์ฯ ออกไปสำเร็จ แต่หลังจากได้มีการแต่งตั้งหลวงโกวิทฯ เป็นนายกฯ แล้ว ได้ปรากฏว่าพระยาศรีวิสารวาจาได้มาแจ้งกับจอมพล ป. ในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหาร ว่า จอมพล ป. มีภาพลักษณ์ไม่ดี ดังนั้นต่างประเทศจึงไม่รับรองรัฐบาลหลวงโกวิทฯ เพื่อให้จอมพล ป. ลาออก แต่หลวงกาจสงครามไม่เห็นด้วยและขอร้องให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป

หากวิเคราะห์ในแง่หนึ่งพบว่าอาจเป็นการเดินเกมกำจัดจอมพล ป. สมาชิกคณะราษฎรที่มีอำนาจขณะนั้น ให้พ้นจากอำนาจ (คงเหลือแต่เพียงหลวงโกวิทฯ ที่โน้มเอียงมาทางพวก "รอยัลลิสต์") ในทางกลับกันประเด็นเกี่ยวกับขนาดของพระราชอำนาจที่ลดลงในรัฐธรรมนูญ ก็เป็นเหตุให้เกิดความยากในการลงพระนามของผู้สำเร็จราชการฯ ในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ดังเช่น เมื่อจอมพล ป. พยายามนำรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๗๕ มาใช้เป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๔๙๔ แต่พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร (พระองค์เจ้าธานีนิวัต) ผู้สำเร็จราชการฯ ขณะนั้นกลับทรงไม่ยอมลงพระนาม

อย่างไรก็ตามสำหรับในสายตาของกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ซึ่งต่อมาภายหลังได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี ได้ทรงเปรียบเทียบเหตุการณ์การปฏิวัติ ๒๔๗๕ กับการรัฐประหาร ๒๔๙๐ ว่า เหตุการณ์แรกนำมาซึ่งความมืดมนอนธการ ในขณะที่เหตุการณ์หลังนั้นนำมาซึ่งรุ่งอรุณแห่ง "แสงเงินแสงทอง" และพระองค์ทรงเรียกขานสภาวะการเมืองหลังการรัฐประหาร ๒๔๙๐ โดยทรงใช้คำว่า "วันใหม่ของชาติ"

๒๔๙๐ "วันใหม่ของชาติ" เจตนารมณ์สืบเนื่องและพันธมิตรแนวร่วมชาว "น้ำเงินแท้" กับการรื้อสร้าง ๒๔๗๕
 
การพิจารณากลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองหลังสงครามโลกนี้ เราสามารถจำแนกแยกแยะกลุ่มพันธมิตรแนวร่วมชาว "น้ำเงินแท้" ได้เป็น ๓ กลุ่ม คือ

กลุ่มแรก เป็นอดีตนักโทษทางการเมืองในกรณีกบฏบวรเดช ๒๔๗๖ และการพยายามโค่นล้มรัฐบาล ๒๔๘๑ ทั้งที่เป็นเชื้อพระวงศ์ ข้าราชสำนัก ขุนนางในระบอบเก่า

กลุ่มที่ ๒ คือ กลุ่มนักการเมืองฝ่ายนิยมระบอบเก่า ซึ่งเป็นกลุ่มที่อุบัติขึ้นหลังสงครามโลก เช่น หลวงโกวิทฯ (นายควง อภัยวงศ์), ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และต่อมาเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๘๙ ได้เปิดโอกาสให้เชื้อพระวงศ์ตั้งแต่หม่อมเจ้ามีตำแหน่งทางการเมืองได้ ทำให้เชื้อพระวงศ์หลายคนเข้ามาเป็นนักการเมืองและรัฐมนตรี เช่น ม.จ.วิวัฒน์ไชย ไชยันต์, ม.จ.สิทธิพร กฤดากร

และกลุ่มที่ ๓ คือ กลุ่มนักหนังสือพิมพ์/นักเขียนสารคดีทางการเมือง เช่น "ไทยน้อย" (เสลา เรขะรุจิ), "เกียรติ" (สละ ลิขิตกุล-สังกัดค่ายสยามรัฐ) (๒๔๙๓), "ฟรีเพรสส์" (๒๔๙๓), จรูญ กุวานนท์ (๒๔๙๓), วิชัย ประสังสิต (๒๔๙๒) ทั้งนี้นักหนังสือพิมพ์บางคนมีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับชาว "น้ำเงินแท้" เช่น "ไทยน้อย" และชาว "น้ำเงินแท้" บางคนเป็นนักหนังสือพิมพ์ด้วย เช่น พระยาศราภัยพิพัฒ, หลวงมหาสิทธิโวหาร และหลุย คีรีวัต เป็นต้น

กลุ่มแรก คืออดีตนักโทษการเมือง ซึ่งเคยต่อต้านการปฏิวัติและคณะราษฎรนั้น ในช่วงเวลานี้แกนนำของพวกเขาได้มีบทบาทในทางการเมืองและเล่นบทปัญญาชนรื้อสร้างการปฏิวัติ ๒๔๗๕ เช่น น.อ.พระยาศราภัยพิพัฒ สำหรับงานชิ้นแรกของเขา คือชีวิตของประเทศ ตีพิมพ์หลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ (เป็นการรวมบทความที่เขียนลงในหนังสือพิมพ์ในช่วงระบอบเก่ามาพิมพ์ใหม่) ต่อมาเขียนสารคดีท่องเที่ยวผนวกวิจารณ์การเมือง ชื่อฝันจริงของข้าพเจ้า และถูกจับฐานก่อการกบฏเมื่อปี ๒๔๗๖ ต่อมาในปี ๒๔๘๘ หลังได้รับการนิรโทษกรรม เขาเดินทางกลับมาไทยทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ นักเขียนสารคดีและบทความทางการเมืองลงในหนังสือพิมพ์แนวหน้า และหนังสือพิมพ์อัจฉริยะ โดยลงพิมพ์เป็นตอนๆ ต่อมาได้มีการรวมพิมพ์ผลงานของเขาเป็นเล่มในปี ๒๔๙๑ ภายใต้ชื่อฝันร้ายของข้าพเจ้า และ ๑๐,๐๐๐ ไมล์ของข้าพเจ้า โดยสำนักงานไทยซึ่งเป็นของบุตรชายของเขา 

แบบแผนการเขียน "รื้อ" การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ของพระยาศราภัยพิพัฒนั้น จะพบว่า เขาจะไม่เขียนวิจารณ์บุคคลในคณะราษฎรมากเท่ากับวิจารณ์คณะราษฎรทั้งคณะ โดยเขามองว่าการปฏิวัติเป็นผลจากการกระทำร่วมกัน (collective action) ซึ่งคณะราษฎรทุกคนต้องรับผิดชอบต่อปัญหาทางการเมืองที่ตามมา ดังที่เขาสรุปว่า "การปลูกต้นเสรีภาพของรัฐบาลคณะราษฎรมาตั้ง ๑๒ ปีนับว่ามิได้ผลิดอกออกผลสมใจนึก ดังที่พลเมืองโห่ร้องอวยชัยเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕" ความสามารถและลีลาในการเขียนนักหนังสือพิมพ์เก่าอย่างเขานั้นทำให้การวิจารณ์ความ "ไร้ความชอบธรรม" ของคณะราษฎร และการเล่าถึงการกลั่นแกล้งที่อยุติธรรม ซึ่งทำให้เขาต้องพบกับความยากลำบาก ตลอดจนการบรรยายฉากการพยายามหลบหนีจากค่ายคุมขังนักโทษ สร้างความน่าเห็นอกเห็นใจและชวนติดตามจากผู้อ่านอย่างมาก

การสร้างคำอธิบายต่อตนเองของเขาได้ปรากฏในช่วงปี ๒๔๙๑ นั้น เขาเล่าว่า เขานั้นชื่นชมกับ "ประชาธิปไตย" มาตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติ เขาได้ยกข้อเขียนที่เสนอให้สยามมีการปรับปรุงการปกครองในช่วงระบอบเก่าให้มี สภา เป็นตัวอย่างความนิยมประชาธิปไตยของเขาก่อนการปฏิวัติ ๒๔๗๕

วิธีการเล่าเรื่องในสารคดีการเมืองของชาว "น้ำเงินแท้" จากตัวอย่างงานของเขา จะเห็นว่าเป็นความพยายามสร้างคำอธิบายต่อกลุ่มของตนใหม่ในลักษณะว่าเป็น "นักประชาธิปไตย" ที่ต่อสู้กับความอยุติธรรมของคณาธิปไตยโดยคณะราษฎร และจะวิพากษ์วิจารณ์คณะราษฎรโดยตั้งประเด็น "ความไม่เป็นประชาธิปไตย" ของรัฐบาลคณะราษฎร และพวกเขานั้นเคยยกกำลังทางการทหารเข้าเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่เพื่อจะสร้าง "ประชาธิปไตยที่แท้จริง" ขึ้นมา ตลอดจนพรรณนาถึงความยากลำบาก ทนทุกข์ทรมาน และความไม่ยุติธรรม การถูกกดขี่ข่มเหงจากรัฐบาลคณะราษฎรจนทำให้พวกเขาต้องตกระกำลำบากที่ตะรุเตา ทั้งๆ ที่พวกเขาเป็น "นักประชาธิปไตย"

อย่างไรก็ตามน่าสังเกตว่าคำอธิบายต่อตนเองในการเข้าร่วมกับกบฏบวรเดชในหนังสือของเขานั้น เขากลับอธิบายว่าเขาไม่มีความเกี่ยวข้องกับกบฏบวรเดช เช่น แม้เขาได้เคยจัดทำใบปลิวโจมตีคณะราษฎรในช่วงนั้นแต่ได้เปลี่ยนใจทำลายทิ้งเสียในเวลาต่อมา ในขณะที่กองทัพของพระองค์เจ้าบวรเดชยึดดอนเมืองได้ และต่อมาคณะราษฎรได้ปรักปรำเขา ทั้งนี้เขากล่าวหาว่าคณะราษฎรใช้เงินจ้างพยานเท็จให้ร้ายเขาจนทำให้เขาถูกลงโทษอย่างหนักและไม่เป็นธรรม

"การรื้อสร้าง ๒๔๗๕" คณะราษฎรในฐานะผู้ร้ายทางประวัติศาสตร์

การกลับมามีบทบาททางการเมืองและการสร้างพันธมิตรทางการเมืองของชาว "น้ำเงินแท้" กับนักการเมืองฝ่ายค้านเพิ่มการโจมตีคณะราษฎรมากขึ้น สำหรับบทบาทการรื้อสร้างการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ของกลุ่มนักการเมืองฝ่ายนิยมระบอบเก่า ในช่วงปี ๒๔๙๑ นั้น ได้มีการรวบรวมบทความของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่รื้อสร้างความหมายของการปฏิวัติ ๒๔๗๕ และบทบาทของคณะราษฎรซึ่งเขียนลงในหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย (ช่วงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ถึง ๓๑ ธันวาคม ๒๔๙๐) ในนาม "แมลงหวี่" เป็นเล่มชื่อเบื้องหลังประวัติศาสตร์ เล่ม ๑

"แมลงหวี่" ได้เริ่มต้น "รื้อ" การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ว่าเป็นการปฏิวัติที่ผู้ก่อการได้ใช้อำนาจเหนือกฎหมายเป็นขบถล้มอำนาจเจ้า ซึ่งคนไทยนั้นไม่พร้อม แต่สำหรับการ "ปฏิวัติ" ๒๔๙๐ นั้นที่ถือว่าเป็นการปฏิวัติที่เป็นไปตามมติมหาชน เขาเห็นว่าตั้งแต่หลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ มา "ประชาชนไทยได้ผ่านยุคทมิฬของคนพาลและยุคหินชาติของคนถ่อยที่สุดด้วยอภินิหารของสยามเทวาธิราช เราจึงได้ก้าวมาสู่ยุคแสงสว่างรำไร" 

เขาได้กล่าวย้ำถึงแนวคิดในเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ฯ ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เพื่อเปรียบเปรยถึงอิทธิพลทางการเมืองของหลวงประดิษฐ์ฯ กับกรณีสวรรคตอย่างลึกลับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลว่า เหมือนกับอิทธิพลของคอมมิวนิสต์กำลังแพร่เข้าไปในประเทศกรีกเป็นผลให้พระเจ้าแผ่นดินกรีกต้องสิ้นพระชนม์ลงด้วยพระอาการลึกลับเช่นกัน และเขาได้โจมตีหนังสือพิมพ์ที่วิจารณ์รัฐบาลของคณะรัฐประหารว่า เป็นพวก "เสียงท่าช้าง"

สำหรับการสร้างความหมายใหม่ให้กับระบอบเก่าในอดีตนั้น แมลงหวี่เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องถ้าประชาชนไปเข้าใจว่า การปฏิวัติของคณะราษฎรนั้นนำมาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๗๕ เพราะเขาเห็นว่า ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมานานตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว เขาเห็นว่า ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงนั้น คือรัฐธรรมนูญของไทย เป็นสิ่งมีสง่าราศีกว่าแมคนาคาตาของอังกฤษ เพราะมิได้มาจากการบังคับเช่นอังกฤษแต่มาจากความสมัครใจของกษัตริย์ไทย รวมความแล้ว เขาเห็นว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมาช้านาน และเป็นก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติ ๒๔๗๕ เสียอีก ดังนั้นการปฏิวัติ ๒๔๗๕ จึงเป็นการทำลายประชาธิปไตยแบบไทย ด้วยเหตุนี้เขาจึงเห็นว่าที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๐ นั้น มีลักษณะที่แปลก กล่าวคือ เป็นการขอพระราชทาน แต่แทนที่จะกำจัดตัดตอนพระราชอำนาจ กลับแสดงการถวายพระราชอำนาจคืนพระมหากษัตริย์
 
หลังจากวิพากษ์การปฏิวัติและคณะราษฎรแล้ว "แมลงหวี่" เปิดบทที่ชื่อว่าด้วยพระมหากษัตริย์ โดยได้ประเมินคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติของสิ่งที่คณะราษฎรทำกับพระมหากรุณาธิคุณของกษัตริย์แต่ปางก่อนในประวัติศาสตร์ไทยที่เขาเชื่อว่ามีมากว่า ๖๐๐ ปีนั้น ว่ามิอาจเปรียบเทียบกันได้ หากจะเปรียบก็เป็นได้แค่เพียง "พระชั้นโสดากับพระอรหันต์" และเขาเห็นว่า "พระปกเกล้าทรงเป็นกษัตริย์ที่มีหัวใจเป็นนักประชาธิปไตย...เป็นผู้ที่ดำริ ริเริ่มที่จะให้สยามได้ก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง...ทรงมีพระราช ดำริที่พระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทยมาก่อน...ด้วยหลักฐานเหล่านี้ จึงพอจะกล่าวยืนยันได้ว่า พระมหากษัตริย์ไทยเป็นประชาธิปไตยมาก่อนที่สยามจะได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นประชาธิปไตยด้วยซ้ำ"
 
นอกจากนี้ "แมลงหวี่" ประเมินว่า ระบอบประชาธิปไตยไทยที่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติของคณะราษฎรนั้นไม่เหมาะสมกับเมืองไทย ดังนี้ "ประชาธิปไตยนั้นไม่ได้หมายความว่าเป็นการปกครองที่ถือเอาข้างมากแต่เสียงเท่านั้น เพราะการเอาโจร ๕๐๐ มาประชุมกับพระ ๕ องค์...ลงมติกันทีไร โจร ๕๐๐ เอาชนะพระได้ทุกที" ดังนั้นสำหรับเขาผู้ที่ไม่ยอมรับผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งของประชาชนตาม หลักเสียงข้างมากว่าเป็นประชาธิปไตยแล้ว ความหมายของคำว่า "ประชาธิปไตย" แบบใดกันที่เขาต้องการ หรือเป็นประชาธิปไตยในความหมายที่อภิสิทธิ์ชนมีบทบาททางการเมือง "แมลงหวี่" ได้เฉลยคำตอบว่า "ประชาธิปไตย" ในความหมายในใจของเขา คือ "การปกครองโดยเสียงข้างมากที่เรียกว่าประชาธิปไตยจะต้องไม่ถือเอาเกณฑ์เสียง ข้างมากเป็นสำคัญ" (!!?) สุดท้าย เขาได้ประกาศจุดยืนทางอุดมการณ์การเมืองว่า เขาเป็น "คนมีหัวใจประชาธิปไตย แต่มีหัวใจนิยมพระมหากษัตริย์"
 
สำหรับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ใช้นิยายเรื่องสี่แผ่นดินในการรื้อฟื้นอดีต และเพื่อชี้ให้เห็นถึงความเสื่อมของสังคมหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เขาเริ่มเขียนนิยายเรื่องนี้เป็นตอนๆ ลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐของเขาในช่วงปี ๒๔๙๔-๒๔๙๕ นิยายเรื่องนี้ ดำเนินเรื่องผ่านชีวิตของหญิงชนชั้นสูงผู้หนึ่งนามว่า "พลอย" ที่เติบโตขึ้นท่ามกลางความงดงามในช่วงระบอบเก่า เขาให้ภาพชีวิตเจ้านายที่น่าพิสมัย แต่พลันทุกอย่างก็มลายสิ้นเมื่อเกิดการปฏิวัติ ๒๔๗๕ 

ครอบครัวของพลอยที่เคยสงบสุขก็เผชิญกับปัญหา เกิดความสับสนวุ่นวาย ความขัดแย้งในการเมือง เกิดสงคราม เกิดการพลัดพราก ความโศกาอาดูรในนิยายขนาดยาวเล่มนี้สร้างความซาบซึ้งอย่างมากต่อผู้อ่าน และหลายครั้งที่ผู้เขียนใช้ปากของ "พลอย" แสดงความคิดเห็นทางการเมืองแทนผู้เขียนในลักษณะที่ว่า เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วทุกอย่างมีแต่เสื่อมลง ในท้ายที่สุด เรื่องปิดฉากลงเมื่อตัวละครเอกตายพร้อมกับการสูญเสียพระมหากษัตริย์ของไทย งานชิ้นนี้ของเขาได้รับการพิมพ์ซ้ำหลายครั้งมาก ตลอดจนถูกนำไปผลิตซ้ำในรูปของละครโทรทัศน์หลายครั้งในการครอบงำความรู้สึก นึกคิดของผู้คนจวบกระทั่งปัจจุบัน

การเมืองเรื่องเล่า ประชาธิปไตย ๑๗ ปี หาอะไรดีไม่ได้

สำหรับกลุ่มสุดท้ายที่จัดได้ว่าเป็นพันธมิตรแนวร่วมกับชาว "น้ำเงินแท้" ในการรื้อสร้างการปฏิวัติ ๒๔๗๕ คือ กลุ่มนักหนังสือพิมพ์/นักเขียนสารคดีการเมือง ที่ผลิตงานเขียนเล่าเรื่องทางการเมืองในช่วงนี้จำนวนมาก เช่น เลือดหยดแรกของประชาธิปไตย ของจรูญ กุวานนท์ (๒๔๙๓), ละครการเมือง ของจำลอง อิทธะรงค์ (๒๔๙๒), นักการเมือง สามก๊ก เล่ม ๑-๔ ของ "ฟรีเพรสส์" (๒๔๙๓), พงษาวดารการเมือง ของ "เกียรติ" (สละ ลิขิตกุล) (๒๔๙๓), ปฏิวัติ รัฐประหารและกบฏจลาจลในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ของวิชัย ประสังสิต (๒๔๙๒), แม่ทัพบวรเดช (๒๔๙๒) ค่ายคุมขังนักโทษการเมือง (๒๔๘๘) โศกนาฏกรรมแห่งเกาะเต่า (๒๔๘๙) ของ "ไทยน้อย" (เสลา เรขะรุจิ)๖๙ และ ประชาธิปไตย ๑๗ ปี (๒๔๙๓) ของหลุย คีรีวัต เป็นต้น

งานชิ้นสำคัญของกลุ่มนี้ คืองานเขียนของหลุย คีรีวัต อดีตบรรณาการกรุงเทพเดลิเมล์และอดีตนักโทษการเมืองคดีกบฏบวรเดช ในหนังสือชื่อประชาธิปไตย ๑๗ ปี ที่มองย้อนและประเมินการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ที่ผ่านมา

เขาเริ่มต้นโดยการออกตัวปฏิเสธว่าเขามิใช่นักการเมือง ไม่สังกัดพรรคใด การเขียนหนังสือเล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นจุดหมุนการหันกลับไปมอง ประเมินอดีตที่ผ่านมา ๑๗ ปี ของประชาธิปไตยที่ประหนึ่งความเปรียบของเขาที่ว่า "ไม่มีอะไรใหม่ในโลกนี้" เขาเริ่มต้นด้วยการสร้างความเชื่อมต่อของระบอบเก่าและระบอบใหม่ ด้วยการเชิดชูประวัติศาสตร์ และสรรพสิ่งที่ระบอบเก่าได้ยกให้เป็นมรดกแก่ประชาธิปไตย โดยเขายืนยันว่า "ในพิภพนี้ ไม่มีชาติใดประเทศใดที่รักษาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไว้ได้ยั่งยืนเท่ากับ ประเทศไทย และตลอดเวลาที่ประเทศไทยอยู่ระบอบนี้ ก็ได้รักษาความเป็นเอกราชสืบต่อมาไว้ให้เราตราบจนทุกวันนี้" 

เขาย้ำว่า ไม่มีอะไรใหม่ในพิภพนี้ เขาใช้หน้ากระดาษจำนวนมากในการพรรณนาถึงคุณูปการที่ในอดีตที่เหล่ากษัตริย์ได้พัฒนาประเทศ เช่น การเลิกทาส การรักษาเอกราช ตลอดจนแก้ต่างให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ว่า "พระมหากษัตริย์ทำอะไร คนภายนอกก็รู้เท่าไม่ถึงการ พากันเห็นไปว่าพระองค์ทรงทำเล่นๆ...ดุจเดียวกับที่พระองค์ทรงเล่นดุสิตธานี นั้น...เพราะมีจุดประสงค์จะสอนประชาธิปไตยให้ข้าราชบริพารต่างหาก" และในทัศนะของเขานั้น หนังสือพิมพ์ในระบอบเก่ามีเสรีภาพมากกว่าปัจจุบัน (หลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕) เพราะพระมหากษัตริย์ทรงรับฟังเสียงของหนังสือพิมพ์ ซึ่งเขาเรียกว่า "ประชามติ" เขาสรุปว่าเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ในระบอบเก่ามีมากกว่าสมัยประชาธิปไตย 

นอกจากนี้เขาได้แก้ต่างให้ข้อครหาว่า การที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ได้ซื้อกรุงเทพเดลิเมล์ จำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาทนั้น หาได้เกิดจากความเกรงกลัวหนังสือพิมพ์ไม่ แต่ทรงซื้อเพราะเพื่อการตอบแทน เนื่องจากกรุงเทพเดลิเมล์ได้ช่วยลงข่าวต่อต้านเยอรมนีตามพระราชประสงค์จนหนังสือพิมพ์ขาดทุน พระคลังข้างที่จึงมาช่วยซื้อไว้ มิใช่พระองค์ทรงเกรงกลัวหนังสือพิมพ์ตามคำครหา

หลุย คีรีวัต มีความภูมิใจในพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์มาก โดยเขายกพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ที่เคยดำรัสว่า "พระเจ้าแผ่นดินไทยจะทรงบันดาลให้คนเป็นเทวดาก็ได้ จะบันดาลให้เป็นหมาก็ได้" และเขาประเมินว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เป็นนักประชาธิปไตย เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ไม่นานก็จะพระราชทานระบอบประชาธิปไตยให้ ในทัศนะของเขานั้น การดำเนินการต่างๆ ของพระมหากษัตริย์ในช่วงท้ายระบอบเก่าได้เคลือบประชาธิปไตยไว้จนหมดสิ้นแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องทำการปฏิวัติเลย แต่ควรปล่อยให้เป็นไปตามวิวัฒนาการ
 
นอกจากนี้เขาได้ดำเนินการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของระบอบทั้งสองว่า รัฐบาลในระบอบเก่าสั่งการอะไรราษฎรก็ปฏิบัติตามอย่างไม่เคยต่อล้อต่อเถียงกับพระบรมราชโองการเลย และไม่มีการคอร์รัปชั่น โดยเขายกตัวอย่างการแก้ไขความขาดแคลนข้าวหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ กับการแก้ไขปัญหาความขาดแคลนข้าวในหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ของรัฐบาลสมัยหลวงประดิษฐ์ฯ และหลวงธำรงฯ ที่ไม่สำเร็จและจับคนทำผิดไม่ได้ เขาเปรียบเทียบว่า "นี่คือผลต่างระหว่างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กับประชาธิปไตยและผลที่ประชาชนได้รับจะเทียบเคียงกันได้ไฉน และที่อวดอ้างว่าเป็นความเลวทราม อ่อนแอของสมบูรณาญาสิทธิ์จึงปฏิวัติกันมานั้น เดี๋ยวนี้พอประจักษ์กันหรือยังว่า ระบอบไหนเลวทรามกว่ากันแน่?" 

เขาเรียกการปกครองหลังการปฏิวัติว่า เป็นสมัยประชาธิปไตยที่หาใช่ประชาธิปไตยไม่ และเป็นระบอบที่สถาปนาโดยพวกขบถ เป็นประชาธิปไตยจอมปลอม เขาเห็นว่าหลังการปฏิวัติ เสรีภาพจอมปลอมระบาดไปทั่ว ประชาชนพากันสำลักเสรีภาพที่ฟุ้งเฟ้อขึ้นมาอย่างฉับพลัน คณะราษฎรก็ไม่ระงับความเสื่อมโทรมของศีลธรรมที่เกิดจากเสรีภาพ แต่กลับเพิกเฉยดูดาย เขาเห็นว่าศีลธรรมหลังการปฏิวัติเหมือนกับที่รัสเซีย ซึ่งเลนินได้ทำทุกอย่างให้เป็นของกลาง แม้แต่ผู้หญิงก็ขายประเวณีได้ตามใจชอบ
 
เขาชื่นชมกับพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรก ที่ไม่มีความเป็นนักการเมือง สำหรับเขาแล้ว นักการเมืองนั้น หมายถึงคนที่ต้องหมุนรอบ ลิ้นตวัดถึงใบหู หรือเป็นลิ้นทอง ต้องเชิดความไม่จริงได้อย่างช่ำชอง สุดท้ายเขาสรุปว่า พระยามโนปกรณ์ฯ ต่างจากหลวงประดิษฐ์ฯ ซึ่งเป็นนักการเมืองเต็มตัว 

เขาประเมินว่าเป็นการโชคดีที่คณะร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๗๕ ส่วนใหญ่เห็นคล้อยตามพระยามโนปกรณ์ฯ มากกว่าพระยานิติศาสตร์ไพศาลซึ่งเป็นพวกหลวงประดิษฐ์ฯ ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จึงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ หาไม่แล้วคงเป็นเรื่องยุ่งอีกนาน เขาเห็นว่าการปกครองของคณะราษฎรไม่เป็นประชาธิปไตย ขัดกับเจตนาที่ทรงสละราชสมบัติฯ ที่ทรงหมายสละพระราชอำนาจให้ราษฎรทุกคน โดยเขาได้ใช้พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ในแถลงการณ์สละราชย์เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการวิพากษ์คณะราษฎรเป็นครั้งแรกว่า "ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจของข้าพเจ้าที่มีอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎร โดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยอมยกอำนาจทั้งหลายให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาดและโดยไม่ฟังเสียงโดยแท้จริงของประชาราษฎร" สรุปแล้ว เขาเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงเป็นบิดาของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

เขาได้มองและประเมินผลงานของคณะราษฎรหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ว่า ได้สร้างแต่ปัญหาและไม่มีผลงานอะไรใหม่ เช่น เขาเห็นว่าการปรับปรุงระเบียบบริหารราชการหลังการปฏิวัติที่เปลี่ยนจากมณฑล เทศาภิบาลเป็นจังหวัดเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำที่สร้างความโกลาหลในการปกครอง และทำให้โจรผู้ร้ายชุกชุมขึ้น 

สำหรับนโยบายต่างประเทศนั้นเขาเห็นว่าหลังการปฏิวัติได้ดำเนินนโยบายต่างไปจากสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่ทรงคบมิตรเก่าๆ อย่างชาติตะวันตก การหันเหไปนิยมญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกฯ และหลวงประดิษฐ์ฯ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศเป็นเหตุให้ประเทศเข้าสู่ "วงฉิบหายในเอเชียอาคเณย์" เขาเห็นว่าความเจริญของประเทศเกิดขึ้นจากความรู้ความสามารถของชาวตะวันตกที่ให้คำปรึกษา และตั้งแต่ไทยมีนโยบายต่างประเทศเข้าใกล้ญี่ปุ่นทำให้ไทยขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นมากและไทยก็ยอมเป็นลูกน้องญี่ปุ่นเพื่อขัดกับฝรั่งนั้น เขาสรุปว่าเป็นการดำเนินนโยบายที่เลวทรามที่สุดของประชาธิปไตย 

เขาเห็นว่าการเดินทางไปแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับชาติตะวันตกของหลวง ประดิษฐ์ฯ เป็นงานสามัญธรรมดาและเป็นการท่องเที่ยวเสียมากกว่า เพราะการแก้ไขเหล่านี้เริ่มตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ แล้ว อีกทั้งการร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้นก็ทำมาตั้งแต่สมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ แล้วเช่นกัน เขาเห็นว่าไม่มีอะไรใหม่หลังการปฏิวัติ คณะราษฎรเป็นเพียงผู้สานต่อเท่านั้น เขาวิจารณ์ว่าการที่รัฐบาลฟ้องร้องพระคลังข้างที่และยึดพระราชทรัพย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ นั้นเป็นการทำลายหัวใจของคนทั้งชาติเป็นผลงานที่งามหน้าของพระยาพหลฯ และมันสมองอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ ที่ได้รับการเทิดทูนว่าเป็นเชษฐบุรุษ และรัฐบุรษ
 
เขาเห็นว่า หลังการปฏิวัติ คณะราษฎรพยายามทำทุกวิถีทางในการทำลายศีลธรรมจรรยาและประเพณีของพลเมืองด้วย การยุแยงตะแคงบอน โดยคณะราษฎรอ้างว่าเมื่อปฏิวัติการเมืองแล้วต้องปฏิวัติทางจิตใจด้วย แต่เขาเห็นว่าเป็นการทำเลียนแบบรัสเซียเพื่อให้ชนชั้นต่ำมาเป็นพวก การแต่งกายนุ่งผ้าม่วงถุงน่องรองเท้าที่เป็นระเบียบเรียบร้อยและอันมีค่า คณะราษฎรก็หาว่าเอามาจากเขมรและอินเดีย แต่กลับอนุญาตให้นุ่งกางเกงจีนและกางเกงขาสั้นใส่รองเท้าแตะไปออฟฟิศกัน ตลอดจนการเปลี่ยนเครื่องแบบทหารที่เคยสง่าภูมิฐานก็ปลดบ่าอินทรธนูลง เป็นเหมือนทหารแดง สำหรับพวกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำก็แต่งกายสวมเสื้อคอปิดและนุ่งกางเกงขายาวสีขาวเหมือนบ๋อยไหหลำ เขาเห็นว่าหลังการปฏิวัติได้มีการทำลายความสง่างามของโบราณราชประเพณีที่เคย โอ่โถงมีพิธีรีตองถูกงดลงจนหมดสิ้น ช่วงชั้นของภาษาที่ปฏิบัติกันมานานในการเคารพผู้ใหญ่ก็กลายเป็นฉันและเธอ
 
สำหรับการจัดตั้งมหาวิทยาลัยใหม่หลังการปฏิวัตินั้น เขาเห็นว่ามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองเป็นเสมือนเครื่องจักรในการ ผลิตบัณฑิตเหมือนการผลิตเม็ดยา ไม่มีการกำหนดพื้นความรู้ของผู้เข้าเรียน ขอแต่เพียงมีเงินจ่ายก็สามารถเข้าเรียนได้ เพียงปีเดียวมหาวิทยาลัยก็มีนักศึกษานับหมื่นโดยใช้อาคารสถานที่ดัดแปลงให้ เป็นตึกโดมเหมือนกรุงมอสโก ผิดกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีกฎเกณฑ์เลือกเฟ้นผู้เข้าศึกษามากมาย

นอกจากนี้เขาได้กล่าววิจารณ์เค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ฯ ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งแรกมีแต่ความเหลวแหลก ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลของการยกทหารหัวเมืองมา เขาเห็นว่าบทบาทของพวกเขานั้นเป็นการต่อสู้เพื่อ "ฝังหมุดประชาธิปไตย" ที่แท้จริงตามพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ในแถลงการณ์สละราชสมบัติ อันพวกสะเก็ดนักปฏิวัติทั้งโขยงจะหักล้างมิได้

สำหรับเขาแล้ว เขาไม่พอใจกับอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญที่หลักสี่มาก เขาเห็นว่าเป็นอนุสาวรีย์แห่งแรกและแห่งเดียวที่ไม่มีความหมายอะไรที่จะไปจดจำ ซึ่งต่างไปจากอนุสาวรีย์ของกษัตริย์แห่งอื่นๆ เพราะมันเป็นความทรงจำของการรบของชนชาติเดียวกัน ทหารที่ตายก็มิได้แสดงความกล้าหาญแต่ประการใด ซึ่งไม่มีพลังความอันใดเลย นอกจากนี้เขาได้ลดทอนความหมายของอนุสาวรีย์แห่งนี้ด้วยการยกตัวอย่างการสร้างอนุสาวรีย์ย่าเหลขึ้นเพื่อเชิดชูความกตัญญูขึ้นเทียบเคียง แต่สำหรับอนุสาวรีย์ที่หลักสี่นี้มีความหมายเพียงหลักหมายของสัปปุรุษที่ไปงานวัด เขาเล่าว่าเขาพยายามคิดหาเหตุผลของการมีอยู่ของอนุสาวรีย์นี้หลายตลบก็หามีความหมายอันใดไม่ เขาท้าว่ามีใครบ้างที่ไปกราบไหว้นอกจากทหารที่ต้องวางพวงมาลาปีละครั้ง ดังนั้นสำหรับเขาแล้ว อนุสาวรีย์แห่งนี้จึงเป็นเพียงการยืนยันถึงความเคียดแค้น และเป็นเพียงสถานที่ที่โจรผู้ร้ายใช้เป็นพื้นที่จี้ปล้นเท่านั้น
 
นอกจากนี้สำหรับหมุดคณะราษฎรที่ตอกจารึก ณ ลานพระบรมรูปทรงม้านั้น เขาก็ไม่ชอบใจเช่นกัน เขาบันทึกล้อเลียนข้อความหมุดคณะราษฎรว่า "ในวันนั้นและที่นั้น พันเอก พระยาพหลฯ หัวหน้าขบถได้หลอกลวงทหารเหล่าต่างๆ ในกรุงเทพ ให้มารวมกันและได้ยืนขึ้นประกาศระบอบประชาธิปไตย" และสุดท้ายเขาได้ให้ฉายาหัวหน้าคณะราษฎร (พระยาพหลฯ) ว่า "หมูห่มหนังราชสีห์ออกนั่งแท่น"
 
นอกจากนี้เขาพยายามแยกสลายการผูกความหมายของการปฏิวัติไทยกับฝรั่งเศสว่ามีความต่างกันและเขาพยายามจับคู่ความหมายให้ผิดแผกออกไป เขาเห็นว่า การปฏิวัติฝรั่งเศสนั้นเกิดจากเหล่าอำมาตย์ส่วนใหญ่ในยุคพระเจ้าหลุยส์ได้กดขี่ประชาชน แต่สำหรับสยามไม่มีอำมาตย์ที่กดขี่ประชาชน ประชาชนสยามอยู่ดีกินดี เคารพพระมหากษัตริย์ มีแต่อำมาตย์ส่วนน้อยเท่านั้นที่เนรคุณขบถต่อพระมหากษัตริย์ และเขาได้เชื่อมโยงอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญนี้ (ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการปราบปรามฝ่ายต่อต้านระบอบใหม่) เข้ากับการเรียกร้องสิทธิของประชาชน โดยเขาดำเนินการเปรียบว่าอนุสาวรีย์นี้เทียบไม่ได้กับอนุสาวรีย์ที่บาสติลหรือเลนินในความหมายของการเรียกร้องสิทธิของประชาชน

อย่างไรก็ตามในหนังสือเล่มนี้หลุยปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับกบฏบวรเดชว่า คณะของเขา (ซึ่งมีพระยาศราภัยพิพัฒ หลวงมหาสิทธิโวหาร (สอ เสถบุตร) ไม่รู้จักกับพระองค์เจ้าบวรเดช ตราบเท่าทุกวันนี้ (๒๔๙๓) แต่พวกเขากลับถูกคณะราษฎรกล่าวหาว่าไปสมคบคิดกับพระองค์เจ้าบวรเดชนั้น ข้อความในลักษณะเช่นนี้ อาจสะท้อนให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือและเจตนารมณ์ที่ซ่อนเร้นในการเคลื่อนไหว ทางการเมืองของชาว "น้ำเงินแท้" ที่เขียนสารคดี "รื้อ" การปฏิวัติ ๒๔๗๕ และคณะราษฎร พร้อมประกาศพวกตนเป็น "นักประชาธิปไตย" ที่ต่อสู้กับคณาธิปไตยนั้น เป็นความพยายามหนึ่งในการรื้อสร้างการปฏิวัติ พร้อมกับการสร้างความหมายใหม่ให้ชาว "น้ำเงินแท้" เป็น "นักประชาธิปไตย" ทั้งนี้การรื้อสร้างความหมายและพยายามอธิบายตนเองใหม่ของชาว "น้ำเงินแท้" เหล่านี้ซึ่งพบได้มากมายในงานของพวกเขา และต่อมาได้ถูกนำไปเป็นแนวทางในการรับรู้อดีตที่กลับหัวกลับหางของคนรุ่นหลังต่อ "วีรกรรม" ของกบฏบวรเดชและชาว "น้ำเงินแท้" เพื่อเปรียบเทียบ "ทุรกรรม" ของคณะราษฎร "เผด็จการคณาธิปไตย" ที่ช่วงชิงพระราชอำนาจไป

๒๔๗๕ กับแรงปฏิวัติที่อ่อนล้า

อย่างไรก็ตามไม่ใช่แต่เพียงมีงานรื้อสร้างการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ของชาว "น้ำเงินแท้" แต่เพียงกลุ่มเดียว ในช่วงเวลานั้นยังมีงานเขียนประเภทบันทึกความทรงจำจากเหล่าคณะราษฎรจำนวนหนึ่งที่ได้เขียนหรือให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการปฏิวัติ เช่น เบื้องหลังการปฏิวัติ (มีนาคม ๒๔๙๐) ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่สัมภาษณ์พระยาพหลฯ แผนการปฏิวัตรเล่าโดย พล.ต. พระประศาสน์พิทยายุทธ์ ของจำรัส สุขุมวัฒนะ (๒๔๙๑) ที่ได้สัมภาษณ์พระยาประศาสน์พิทยายุทธ์ และชีวิตปฏิวัติ ของขุนศรีศรากร (๒๔๙๓) บันทึกพระยาทรงสุรเดช (๒๔๙๐) ถูกพิมพ์เผยแพร่เช่นกัน

สำหรับหลังปี ๒๕๐๐ แล้ว มีงานชีวิตและการต่อสู้ทางการเมืองพระยาฤทธิอาคเนย์ ของเสทื้อน ศุภโสภณ ที่ได้สัมภาษณ์พระยาฤทธิ์ฯ (๒๕๑๔) จอมพล ป. พิบูลสงคราม ของอนันต์ พิบูลสงคราม (๒๕๑๘-๑๙) ซึ่งเป็นงานเขียนของบุตรชายของเขา อย่างไรก็ตามสาระในงานความทรงจำเหล่านี้ส่วนมากเป็นการบันทึกเหตุการณ์ถึง ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ในการปฏิวัติ และหากจะมีการกล่าวถึง "กบฏบวรเดช" ก็เป็นการเล่าเหตุการณ์มากกว่าการประเมินหรือวิจารณ์อย่างรุนแรงหากเปรียบเทียบเท่ากับที่ชาว "น้ำเงินแท้" ปฏิบัติต่อการปฏิวัติ ๒๔๗๕

อย่างไรก็ตามท่ามกลางการหมุนวนของข้อมูลและความหมายจากการรื้อสร้างการปฏิวัติ พร้อมกับขบวนการรื้อสร้างของชาว "น้ำเงินแท้" และพันธมิตรแนวร่วมทวีจำนวนมากขึ้น ในเชิงเปรียบเทียบแล้วงานเขียนรื้อสร้างจากเหล่าชาว "น้ำเงินแท้" นั้นมีลีลาซาบซึ้งกินใจ น่าเห็นอกเห็นใจและมีจำนวนมากกว่างานจากคณะราษฎรมาก แต่คณะราษฎรจำนวนมากที่ยังอยู่ในประเทศกลับเพิกเฉย และค่อยๆ ร่วงโรยจากไปทีละคน (อาจเป็นไปได้ที่พวกเขาสิ้นอำนาจและโครงสร้างและบริบททางการเมืองในขณะนั้น ไม่เอื้อให้พูดอีก) มีแต่เพียงงานเขียนของหลวงประดิษฐ์ฯ (ในขณะนั้นเขาอยู่ที่ฝรั่งเศส) เท่านั้นที่พยายามอธิบายถึงสาเหตุและความหมายของการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ตลอดจนพยายามต่อสู้ในเชิงความหมายกับกระบวนการรื้อสร้างของชาว "น้ำเงินแท้" และกลุ่มพันธมิตรแนวร่วมตราบจนเขาสิ้นชีวิตเมื่อปี ๒๕๒๖

ในช่วงหลังปี ๒๕๑๖ มีความพยายามในการรื้อฟื้นภาพลักษณ์ของคณะราษฎรผ่านหลวงประดิษฐ์ฯ จากนิสิตนักศึกษาและกลุ่มของสุพจน์ ด่านตระกูล แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ทุกอย่างก็ปิดฉากลง อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักวิชาการประวัติศาสตร์กลางทศวรรษ ๒๕๒๐ เป็นต้นมา ก็ได้เริ่มผลิตผลงานวิชาการทั้งตำรา วิทยานิพนธ์ และบทความในการประเมินภาพการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ในทางบวกมากขึ้น ตลอดจนการเปิดกว้างของวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยและวารสารกึ่งวิชาการที่ ให้ความสำคัญ กับการทบทวนภาพการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ใหม่ 

การเคลื่อนไหวทางปัญญาเหล่านี้มีผลในการฟื้นพลังแห่งความหมายของการปฏิวัติ ที่เคยถูกทำลายอย่างมีกระบวนการโดยชาว "น้ำเงินแท้" และพันธมิตรแนวร่วม ให้กลับมีพลังขึ้นมาบ้าง ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของระบอบการเมืองไทยในยุคปัจจุบันที่อ้างว่า "ไม่เหมือนใคร" ในระบอบประชาธิปไตยที่ยึดถือกันเป็นสากล แต่ระบอบการเมืองนี้มุ่งแต่จำกัดอำนาจและให้ความสำคัญต่ำกับสถาบันการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยที่มาจากประชาชน แต่กลับพยายามเพิ่มอำนาจและเพิ่มความหมายให้กับสถาบันการเมืองอื่นที่มิได้มาจากการเลือกตั้งให้มากขึ้น จนกลายเป็นระบอบการเมืองกลายพันธุ์

ฝันจริงของชาว "น้ำเงินแท้" และฝันร้ายของคณะราษฎร

กระบวนการรื้อสร้าง ๒๔๗๕ ในงานเขียนของชาว "น้ำเงินแท้" และพันธมิตรแนวร่วมที่ทำดูเสมือน "เป็นเสรีนิยมและประชาธิปไตย" ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน อย่างน้อยเริ่มต้นตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อชาว "น้ำเงินแท้" ได้รับการนิรโทษกรรม เขาเหล่านั้นได้เข้ามามีบทบาททั้งทางการเมือง ปัญญาชน นักหนังสือพิมพ์ นักรัฐประหาร ผนวกกับกลุ่มอื่นๆ ในเวลาต่อมาจนนำไปสู่การพลิกความหมาย (คณะราษฎรกลายเป็นบรรพบุรุษของเผด็จการทหารที่ต้องโค่นล้มพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ความเป็นตัวแทนของความเป็นประชาธิปไตยและอุดมการณ์ของกบฏบวรเดช คือจุดเริ่มต้นของขบวนการประชาธิปไตยในการต่อสู้กับคณาธิปไตยเผด็จการที่นิสิตนักศึกษาใช้เป็นแบบอย่างและสืบทอดเจตนารมณ์) กลายเป็นพลังในการโค่นล้มรัฐบาลทหารในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ผลพวงจากปฏิบัติการเหล่านี้ได้ก่อตัวและคลี่คลายไปยังความรู้สึกนึกคิดของผู้คนที่มองการปฏิวัติและคณะราษฎรในเชิงลบมากขึ้นในเวลาต่อมา
 
หากเราจะแบ่งกลุ่มการร่วมรื้อสร้างแล้ว สามารถแบ่งงานเขียนกว้างๆ ได้ ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มร่วมรื้อสร้างจากเคยได้รับผลร้ายโดยตรง เช่น พวก "รอยัลลิสต์" และพันธมิตรแนวร่วม อาทิ งานเขียนของชาว "น้ำเงินแท้" นักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นักเขียนสารคดี ที่ผลิตงานเขียนตั้งแต่ปี ๒๔๙๐ และถูกผลิตซ้ำจำนวนมากในช่วงปี ๒๕๑๐ ส่วนกลุ่มที่ ๒ นั้นร่วมรื้อจากแง่มุมวิชาการ ตำรา และวิทยานิพนธ์ทางรัฐศาสตร์ในช่วงทฤษฎีการพัฒนาการเมืองเฟื่องฟู และวิทยานิพนธ์ที่ทำในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐-๒๕๒๐ (ที่มองว่าบทบาทของทหารเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย และตีความว่าคณะราษฎรคือกำเนิดของพลังอำมาตยาธิปไตย) และตำราวิทยานิพนธ์ทางประวัติศาสตร์การเมืองที่ทำในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐-๒๕๒๐ เป็นต้น 

ตลอดจนการปัดฝุ่นรื้อฟื้นงานเขียนเก่าๆ ทั้งนิยายและสารคดีการเมืองของเหล่าชาว "น้ำเงินแท้" ที่เคยพิมพ์เผยแพร่เมื่อครั้งปี ๒๔๙๐ นั้นออกมาผลิตพิมพ์ซ้ำโดยเฉพาะอย่างในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐ อย่างมากมาย ตลอดจนงานเขียนทั้งความทรงจำและบทความทางการเมือง นิยาย อีกทั้งงานวิจัย วิทยานิพนธ์จำนวนมากมายมหาศาลที่ล้วนมองและประเมินการปฏิวัติและบทบาทของคณะ ราษฎรในแง่ลบและเป็นผู้ทำลายประชาธิปไตย

นอกจากนี้ความไม่ตระหนักในการรื้อสร้าง ๒๔๗๕ จากชาว "น้ำเงินแท้" ของคณะราษฎร ตลอดจนการหมดสิ้นอำนาจของคณะราษฎร มีผลให้กระบวนการบ่อนเซาะความชอบธรรมของการปฏิวัติ ๒๔๗๕ จากชาว "น้ำเงินแท้" ได้วางรากฐานให้กับระบอบการเมืองกลายพันธุ์ในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตามกว่าจะมีการตระหนักรู้ถึงกระบวนการรื้อสร้างนั้น อาการหมดสิ้นความหมายก็เข้ารุมเร้าการปฏิวัติ ๒๔๗๕ และคณะราษฎรจนแทบกู้เกียรติและกู้ระบอบไม่ขึ้น การรื้อสร้างจากการเมืองเรื่องเล่าเหล่านี้ได้รื้อสร้างความหมายเดิมและ สร้างความหมายใหม่ในลักษณะกลับหัวกลับหาง อันเป็นรากฐานของความคิดในการร่างรัฐธรรมนูญและความรู้สึกนึกคิดของผู้คนที่นำไปสู่ระบอบการเมืองกลายพันธุ์

ตลอดจนการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ได้สูญเสียสถานะ ความหมาย และความชอบธรรมในความรับรู้และความทรงจำของผู้คนอันนำไปสู่เรื่องเล่าอื่น ที่เป็นอภิมหาอรรถกถาครอบจักรวาลที่ทำให้สรรพสิ่งในระบอบนี้ล้วนมีผู้ครอบครองมาก่อน ซึ่งหาใช่โลกของคนสามัญธรรมดาตามระบอบประชาธิปไตยไม่

ขอบคุณ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ครูที่สอนให้ข้าพเจ้ารู้ว่าการได้คิดเป็นภาวะบรรเจิดเพียงใด ผศ.ดร.พิษณุ สุนทรารักษ์ ที่ให้ความกรุณาทุกครั้งกับศิษย์คนนี้ และ ศ.ดร.อนุสรณ์ ลิ่มมณี ผู้ที่ทำให้ห้องเรียนกลายเป็นที่คุ้นเคยอีกครั้ง ขอบคุณสำหรับคำพร่ำสอนที่ไม่รู้เหน็ดเหนื่อยที่ให้กับข้าพเจ้าของ ดร.เกษม เพ็ญภินันท์ และอาจารย์ศิวะพล ละอองสกุล ตลอดจนกับ ผศ.ร.ท.เทอดสกุล ยุญชานนท์ และ รศ.วีณา เอี่ยมประไพ ที่ให้ความเมตตาข้าพเจ้าเสมอมา ขอบคุณคุณสุพจน์ แจ้งเร็ว ที่กระตุ้นให้ข้าพเจ้าล้วงลงไปควานหาความรู้สึกที่มีต่อระบอบการปกครองร่วม สมัย ขอบคุณนักวิชาการและผู้รักในความรู้ทุกคนที่บุกเบิกให้การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เปล่งประกายความหมายอีกครั้ง และมิตรภาพของจีรพล เกตุจุมพล ทวีศักดิ์ เผือกสม และธนาพล อิ๋วสกุล ที่มอบให้ข้าพเจ้า ขอบคุณแม่ของข้าพเจ้าที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่ารักของแม่ยิ่งใหญ่เสมอ และสุดท้าย พีรญา มานะสมบูรณ์ ผู้ที่เป็นกำลังใจให้ข้าพเจ้า หากบทความนี้มีประโยชน์อยู่บ้างขอเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำที่มีถึงจิตใจที่ กล้าหาญของคณะราษฎรที่หาญกล้านำการปฏิวัติในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เพื่อนำแสงสว่างแห่งระบอบใหม่มาให้คนไทยทุกคน แม้ว่าชื่อและวีรกรรมของพวกเขาจะถูกลบเลือนไปกับมรสุมการเมือง
 
คัดลอกจากที่มา  http://www.vcharkarn.com/vcafe/149473 
หมายเหตุ เชิงอรรถอาจไม่ครบถ้วนเพราะลิ้งค์ต้นฉบับโดนลบไปแล้ว