วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ถ้อยแถลงขององค์การบริหาร องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตุลาคม 2517

ถ้อยแถลงขององค์การบริหาร องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตุลาคม 2517 น่าสนใจมาก ผมอ่านแล้วมีความรู้สึกว่าบ้านเมืองนี้ และสังคมนี้ไม่ได้เดินไปไหนไกล หรือแตกต่างจากช่วง 38 ปีที่แล้วเลย ลองอ่านดูครับ

เผด็จการถูกขจัดพ้นไปจากสังคมไทยแล้วกระนั้นหรือ ?

สังคม ไทยทุกวันนี้ รากฐานของปัญหาที่ทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นคือ ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองผู้ไม่ยอมสูญเสียอำนาจกับการรวมพลังเข้า ต่อสู้ของประชาชนโดยมีเป้าหมายอันสูงสุดคือการเป็นเจ้าของประเทศโดยสมบูรณ์ เหตุการณ์เมื่อวันที่ ๙-๑๔ ตุลา ศกที่แล้ว มิได้ปลุกสำนึกของชนชั้นปกครองและอภิสิทธิ์ชนทั้งหลายให้กระจ่างแจ้งถึงความ ขัดแแย้งประการนี้เลย กลับยกความผิดของความยุ่งยากทั้งหลายในบ้านเมืองให้แก่ประชาชนผู้ต่อสู้เพื่อปากท้องของตัวเองว่าเป็นผู้ทำลายความสงบสุขของบ้านเมือง

ปัจจุบัน สถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่เป็นอยู่ แทบจะกล่าวได้ว่ามิได้ผิดเพี้ยนไปจากยุคสมัยเผด็จการทหารที่ถูกพลังประชาชน นิสิต นักศึกษา โค่นล้มลงแม้แต่น้อย พลังประชาชนที่ผลักดันกงล้อประวัติศาสตร์ให้หลุดพ้นจากวัฎจักรแห่งความซ้ำ ซาก มีความหมายสำหรับชนชั้นปกครองและชนชั้นอภิสิทธิ์ชนเพียงความไม่พอใจของ ประชาชนต่อผู้เผด็จการ มากกว่าระบบเผด็จการ

บ้านเมืองเรา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ระบบการเมืองและเศรษฐกิจได้ก่อกำเนิดขึ้นเพื่อรับใช้คนกลุ่มน้อย คนส่วนใหญ่คือประชาชนถูกกีดกันโดยโซ่ตรวนทางการเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจ โดยสายใยของการควบคุมและการใช้อำนาจกลไกรัฐและโดยเครื่องพันธนาการทางกฎหมาย ที่จองจำความคิดและพลังประชาชน

ความปรารถนาที่จะหลุดพ้นจาก สถานภาพเก่าที่กำหนดให้คนส่วนใหญ่เปนเสมือนทาสทางเศรษฐกิจ ทางความคิด  จึงเป็นปฐมเหตุสำคัญที่นำไปสู่การรวมพลังครั้งใหญ่ของประชาชน นิสิต นักศึกษา และนักเรียน เพื่อล้มล้างระบบที่กดขี่เอารัดเอาเปรียบเพื่อนร่วมชาติด้วยกัน วิญญาณแห่ง ๑๔ ตุลาที่แล้วมาจะต้องจารึกเพื่อเป็นแนวทางสำหรับการก้าวไปข้างหน้าของสังคม เรา โดยไม่มีพลังอื่นใดมายับยั้งได้ ประชาชนไทยเราที่ถูกระบบที่แล้วมากดขี่ เบียดเบียน ได้ก้าวเข้ามาเพื่อกำหนดอนาคตระบบเศรษฐกิจการเมืองให้กำเนิดขึ้นใหม่ โดยยึดถือของประชาชนเป็นที่ตั้ง

การโค่นล้มเผด็จการทหารครั้ง ที่แล้ว เป็นการก้าวครั้งสำคัญยิ่งของประชาชนไทย ภายใต้กระแสสำนึกทางการเมืองที่สูงส่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ประกอบกับสภาวการณ์แห่งความขัดแย้ง ระหว่างระบบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนรากฐานอำนวยประโยชน์แก่ชนกลุ่มน้อย กับพลังประชาชนที่ก้าวหน้า เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าระบอบเผด็จการทางทหารที่จะสถาปนาขึ้นมาย่อมจะประสบการ ต่อต้านอย่างเข้มแข็ง

เป้าหมายของการต่อสู้ก็คือ ระบอบประชาธิปไตย์สมบูรณ์ที่ให้ความเป็นธรรมกับประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจน ที่ถูกระบบ "มือใครยาว สาวได้ สาวเอา" กดขี่เอารัดเอาเปรียบ ระบบที่ทำลายคุณค่าของมนุษยชนที่เห็นคนด้วยกันมีค่าเพียงสินค้า ระบบที่นับวันมีแต่จะกดดันให้ประชาชนผู้มีอาชีพทำนาทำไร่ มีฐานะเป็นเพียงทาสติดที่ดิน ระบบที่ผลักไสประชาชนส่วนใหญ่ให้สูญสิ้นซึ่งทรัพย์สิน ส่วนความมั่งคั่งเป็นของผูกขาดในมือของคนกลุ่มน้อย การที่จะให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยสมบูรณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง จะต้องได้มาจากการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลของประชาชน ซึ่งเป็นรัฐบาลที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวต่อสู้ของประชาชนมิใช่ใช้อำนาจรัฐกด ขี่ รัฐบาลที่เข้าไปแก้ไขการขัดแย้งมูลฐานของประชาชน มิใช่รัฐบาลที่มุ่งรักษากลไกของการขัดแย้งเอารัดเอาเปรียบนั้นไว้

ชน ชั้นปกครองในประเทศไทยทุกยุคทุกสมัยได้พยายามทำลายพลังประชาชนตลอดมา การเปลี่ยนแปลงที่มาจากการเคลื่อนไหวของประชาชนถูกตรหน้าเสมอว่าเป็นการบ่อน ทำลายความเป็นเอกภาพในสังคมไทย ซึ่งที่แท้แล้วเป็นเอกภาพระหว่างผู้ได้เปรียบกับผู้เสียเปรียบ เอกภาพระหว่างนายกับทาส เอกภาพระหว่างผู้ขูดรีดกับผู้ถูกขูดรีด การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสังคมไทยอนาคตข้างหน้า จะมีทางก้าวไปอย่างสันติหรือรุนแรงนั้น ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนทัศนะคติของชนชั้นปกครองในกรณีเอกภาพของสังคม

สำหรับผู้ที่ต่อสู้กับเผด็จการทุกรูปแบบ "อนาคตของเขาไม่มี มีแต่อนาคตอันสดใสของประชาชนเท่านั้น"

ถ้อยแถลงขององค์การบริหาร องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ตุลาคม 2517

ตัดมาจากหนังสื่อ "เราจะต้านเผด็จการอย่างไร" ปรีดี พนมยงศ์

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

กฎหมาย "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" จาก ร.ศ. ๑๑๘ ถึง ปัจจุบัน

พระราชกำหนดลักษณะหมิ่นประมาท ด้วยการพูดฤาเขียนถ้อยคำเท็จออกโฆษณาการ รัตนโกสินทรศก ๑๑๘

หมิ่นประมาทพระผู้เปนเจ้า พระอรรคมเหษี
พระบรมโอรสาธิราชแลพระเจ้าแผ่นดินต่างประเทศ

มาตรา ๔ ผู้ใดหมิ่นประมาทพระผู้เปนเจ้าซึ่งดำรงสยามรัฐมณฑล ฤาสมเด็จพระอรรคมเหษี ฤาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชก็ดี ฤาสมเด็จพระมหากระษัตราธิราชเจ้า ผู้ครองเมืองต่างประเทศ ฤามหาประธานาธิบดีผู้ครองเมืองต่างประเทศ ซึ่งมีทางพระราชสัมพันธมิตรไมตรีอันสนิทด้วยกรุงสยามก็ดี โดยกล่าวเจรจาด้วยปาก ฤาเขียนด้วยลายลักษณอักษร ฤากระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในที่เปิดเผย ท่ามกลางประชุมชนทั้งหลาย ด้วยกายวาจาอันมิบังควร ซึ่งเปนที่แลเห็นได้ชัดว่าเปนการหมิ่นประมาทแท้ ท่านว่าผู้นั้นกระทำผิด

เมื่อพิจารณาเปนสัตย์ว่า ผู้นั้นกระทำผิดต่อข้อห้ามดังเช่นกล่าวมานี้แล้ว ก็ให้จำคุกไว้ไม่เกินกว่า ๓ ปี ฤาให้ปรับเปนเงินไม่เกินกว่า ๑๕๐๐ บาท ฤาทั้งจำคุกและปรับด้วย

แต่ถ้าในเมืองต่างประเทศ ของสมเด็จพระมหากระษัตราธิราชเจ้า ฤามหาประธานาธิบดีซึ่งถูกหมิ่นประมาทนั้น ไม่มีกฎหมายห้ามและลงโทษ คนในบังคับของเมืองต่างประเทศนั้น ไม่มีกฎหมายห้ามและลงโทษ คนในบังคับของเมืองต่างประเทศนั้น ในการหมิ่นประมาทพระผู้เปนเจ้า ซึ่งดำรงค์สยามรัฐมณฑล โดยกล่าวเจรจาด้วยปาก ฤาเขียนด้วยลายลักษณอักษร ฤากระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ในที่เปิดเผยท่ามกลางประชุมชนทั้งหลาย ด้วยกายวาจาอันมิบังควร ซึ่งเปนที่แลเห็นได้ชัดว่าเปนการหมิ่นประมาทแล้ว ก็ห้ามมิให้ฟ้อง และมิให้ลงโทษแก่ผู้หมิ่นประมาท สมเด็จพระมหากระษัตราธิราชเจ้า ฤามหาประธานาธิบดีผู้ครองเมืองต่างประเทศ ตามมาตรานี้เหมือนกัน

กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗

มาตครา ๙๘ 
ผู้ใดทะนงองอาจ แสดงความอาฆาตมาดร้าย หรือหมิ่นประมาทต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี สมเด็จพระมเหษีก็ดี มกุฏราชกุมารก็ดี ต่อผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในเวลารักษาราชการต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวก็ดี ท่านว่าโทษของมันถึงจำคุกไม่เกินกว่าเจ็ดปี และให้ปรับไม่เกินกว่าห้าพันบาทด้วยอีกโสดหนึ่ง

มาตรา ๑๐๐
ผู้ใดทะนงองอาจ แสดงความอาฆาตมาดร้าย หรือหมิ่นประมาทต่อพระราชโอรส พระราชธิดา ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ว่ารัชชกาลหนึ่งรัชชกาลใด ท่านว่าโทษของมันถึงจำคุกไม่เกินกว่าสามปี และให้ปรับไม่เกินกว่าสองพันบาทด้วยอีกโสตหนึ่ง

(มาตรานี้ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ. ๒๔๗๗ (ฉบับที่ ๗) มาตรา ๓)

ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๔๙๙

มาตรา ๑๑๒ ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี

ความในมาตรา ๑๑๒ เดิมนี้ ถูกยกเลิกและใช้ความใหม่แทน โดยข้อ ๑ แห่งคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๑ ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑๑๒ ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

โทษ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" สมัย รัตนโกสินทรศก 118 น้อยกว่าสมัยการปกครองระบอบประชาธิปไตย ปี 2011 จนเทียบกันไม่ได้เลย

ประกาศยกเลิกธรรมเนียมหมอบคลานกราบไหว้ศักดินา จุลศักราช ๑๒๓๕

ประกาศเปลี่ยนธรรมเนียมใหม่

ศุภมัศดุ จุลศักราช ๑๒๓๕ กุกุฎสังวัจฉะระกะติกะมาศ กฤษณปักษพาระสิดิถี รวิวารปริเฉทกาลกำหนด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฎ บุรุศย์รัตนราชวรวิวงษ์ วรุตมพงษ์บริพัฒน์วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรติ ราชสังกาศบรมนารถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย มหัยสวริยพิมาน โดยสถานอุตราพิมุข พระบรมวงษานุวงษ์ แลท่านเสนาบดีข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ฝ่ายทหารพลเรือน เฝ้าพร้อมกันโดยลำดับ จึงมีพระบรมราชโองการ มารพระบัณฑูร สุรสิงหนาท ทรงประกาศแก่พระบรมวงษานุวงษ์ แลข้าทูลลอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยให้ทราบทั่วกันว่า

ตั้งแต่ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติมา ก็ตั้งพระราชหฤไทยที่จะทำนุบำรุงพระราชอาณาจักร ให้มีความศุขความเจริญแก่พระบรมวงษานุวงษ์ แลข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ทั้งสมณชีพราหมณ์ ประชาราษฎรทั้งปวงทั่วไป การสิ่งไรที่เปนการกดขี่แก่กันให้ได้ความยากลำบากนั้น ทรงพระดำริห์จะไม่ให้มีแก่ชนทั้งหลาย ในพระราชอาณาจักรต่อไป ด้วยได้ทรงพระราชดำริห์เหนว่า ในมหาประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นมหานครอันใหญ่ในทิศตวันออกตวันตก ในประเทศอาเซียนี้ ฝ่ายตวันออก คือ ประเทศจีน ประเทศยวน ประเทศยี่ปุ่น แลฝ่ายตวันตก คือ อินเดีย แลประเทศที่ใช้การกดขี่ให้ผู้น้อยหมอบคลานกราบไหว้ต่อเจ้านายแลผู้มีบันดาศักดิ์ ที่เหมือนกับธรรมเนียมในประเทศสยามนั้น บัดนี้ ประเทศเหล่านั้นก็ได้เลิก เปลี่ยนธรรมเนียมนั้นหมดทุกประเทศด้วยกันแล้ว การที่เขาได้พร้อมกันเปลี่ยนธรรมเนียมที่หมอบคลานกราบไหว้นั้น ก็เพราะเพื่อจะให้เหนความดี ที่จะไม่มีการกดขี่แก่กันในบ้านเมืองนั้นอีกต่อไป ประเทศใดเมืองใด ที่ได้ยกเลิกธรรมเนียมที่เปนการกดขี่ซึ่งกันและกัน ประเทศนั้นเมืองนั้นก็เหนว่า มีแต่ความเจริญ มาทุกๆเมืองโดยมากก็ในประเทศสยามนี้ ธรรมเนียมบ้านเมืองที่เปนการกดขี่แก่กันอันไม่ต้องด้วยยุติธรรมนั้น ก็ยังมีอยู่อีกหลายอย่างหลายประการ จะต้องคิดลดหย่อนผ่อนเปลี่ยนเสียบ้าง แต่การที่จะจักผลัดเปลี่ยนธรรมเนียม จะให้แล้วไปในครั้งคราวเดียวนั้นไม่ได้ จะต้องค่อยคิดเปลี่ยนแปลงไป ตามเวลาที่ควรแก่กาล ที่จะเปลี่ยนแปลงได้ บ้านเมืองจึ่งจะได้มีความเจริญสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

แลธรรมเนียมหมอบคลานกราบไหว้ในประเทศสยามนี้ เหนว่าเปนการกดขี่แก่กันแขงแรงนัก ผู้น้อยที่ต้องหมอบคลานนั้น ได้ความเหน็จเหนื่อยลำบากเพราะ จะให้ยศแก่ท่านผู้ใหญ่ ก็การทำยศที่ให้คนหมอบคลานกราบไหว้นี้ ไม่ทรงเห็นว่ามีประโยชน์แก่บ้านเมืองแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย ผู้น้อยที่ต้องมาหมอบคลานกราบไหว้ให้ยศต่อท่านผู้ที่เปนใหญ่นั้น ก็ต้องทนลำบากอยู่จนสิ้นวาระของตนแล้ว จึ่งจะได้ออกมาพ้นท่านผู้ที่เปนใหญ่ ธรรมเนียมอันนี้แลเหนว่า เปนต้นแห่งการที่เปนการกดขี่แก่กันทั้งปวง เพราะฉนั้น จึ่งจะต้องละพระราชประเพณีเดิมที่ถือว่า หมอบคลานเปนการเคารพอย่างยิ่งในประเทศสยามนี้เสีย ด้วยทรงพระมหากรุณา ที่จะให้ท่านทั้งหลายได้ความศุข ไม่ต้องทนยากลำบากหมอบคลานเหมือนอย่างแต่ก่อน

แลธรรมเนียมที่หมอบคลานนั้น ให้เปลี่ยนอิริยาบทเปนก้มศีสะ ธรรมเนียมที่ยืนที่เดินแลก้มศีสะนี้ ใช้ได้เหมือนกับธรรมเนียมที่หมอบคลานถวายบังคมลาแลกราบไหว้

บางทีท่านผู้ที่มีบันดาศักดิ์ซึ่งชอบธรรมเนียมที่หมอบคลานกราบไหว้ตามเดิม เหนว่าดีนั้น จะมีความสงไสยสนเท่ห์ว่า การที่เปลี่ยนธรรมเนียมหมอบคลานให้ยืนให้เดินจะเปนการเจริญแก่บ้านเมืองด้วยเหตุไร ก็ให้พึงรู้ว่า การที่เปลี่ยนธรรมเนียมใหม่ เลิกหมอบคลานให้ยืนให้เดินนั้น เพราะจะให้เหนเปนแน่ว่า จะไม่มีการกดขี่แก่กัน ในการที่ไม่เปนยุติธรรมอีกต่อไป เมืองใดประเทศใด ผู้ที่เปนใหญ่ มิได้ทำการกดขี่แก่ผู้น้อย เมืองนั้นประเทศนั้นก็คงมีความเจริญเปนแน่

ตั้งแต่นี้สืบไป พระบรมวงษานุวงษ์ แลข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ซึ่งจะเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทในพระที่นั่ง แลที่เสด็จออกแห่งหนึ่งแห่งใด จงประพฤติ์ตามพระราชบัญญัติที่ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดไว้เปนข้อบัญญัติสาหรับข้าราชการต่อไป จงทุกข้อทุกประการ จึ่งได้โปรดเกล้าฯให้ท่านเจ้าพระยาศรีสุริยวงษ์ สมันตพงส์พิสุทธิ์มหาบุรุศย์รัตรโรดม ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ตั้งเปนข้อพระราชบัญญัติไว้สำหรับแผ่นดินต่อไป ดังนี้

ข้อ ๑ ว่าพระบรมวงษานุวงษ์ แลข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือน ผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวง เมื่อจะเข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทในพระที่นั่ง ฤาที่เสด็จออกแห่งใดๆก็ดี เมื่อเดินเข้าไปถึงน่าพระที่นั่งแล้ว ให้ก้มศีสะ ถวายคำนับครั้งหนึ่ง แล้วยืนให้เรียบร้อยเปนปรกติ ห้ามมิให้เดินไปเดินมาแลยืนหันหน้าหันหลังในเวลาที่เสด็จออก แลมิให้ยืนเอามือไพล่หลัง แลท้าวเอว แลเอามือไพล่หลังไปท้าวผนังแลเสา ฤาที่ต่างๆ แลสูบบุหรี่หัวเราะพูดกันเสียงดังต่อน่าพระที่นั่ง ให้ยืนเรียบร้อยเปนลำดับ ตามบันดาศักดิ์ผู้ใหญ่ผู้น้อย

ถ้ามีกิจราชการที่จะต้องกราบบังคมทูลพระกรุณาแล้ว ให้เดินออกมาจากที่เฝ้า ยืนตรงน่าพระที่นั่งก้มศีสะถวายคำนับ แล้วจึ่งกราบบังคมทูลพระกรุณา เมื่อสิ้นข้อความที่กราบบังคมทูลพระกรุณาให้ก้มศีสะลงถวายคำนับ จึ่งให้เดินถอยหลังมาที่ยืนเฝ้าอยู่ตามเดิม ถ้าจะถวา่่ยหนังสือ ฤาสิ่งของสิ่งหนึ่งสิ่งใดต่อพระหัถ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ให้ถือสองมือเดินตรงเข้าไป ถึีงหน้าพระที่นั่งพอสมควร ก้มศีสะลงถวายคำนับก่อน จึ่งถวายของนั้นต่อพระหัถ ถ้าถวายของนั้นเสร็จแล้วให้เดินถอยหลัง ถ้าเปนที่ใกล้ให้ถอยหลัง ๓ ก้าว ฤา ๕ ก้าวพอสมควร ถ้าเปนที่ไกลให้ถอยหลังออกมา ๗ ก้าว จึ่งกลับหน้าเดินไปยืนตามที่

ถ้ามีพระบรมราชโองการดำรัสด้วยผู้หนึ่งผู้ใดที่ยืนอยู่ในที่เฝ้านั้น ก็ให้ผู้นั้นยืนคงอยู่ตามที่ก้มศีสะถวายคำนับแล้ว จึ่งรับพระบรมราชโองการ เมื่อรับพระบรมราชโองการกราบบังคมทูลสิ้นข้อความแล้ว ก็ให้ก้มศีสะคำนับ

อนึ่งพระบรมวงษานุวงษ์ แลข้าทูลลอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงที่ได้เข้ามายืนเฝ้าในเวลาที่เสด็จอยู่อยู่นั้น ถ้ามีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานเก้าอี้ ให้นั่งจึ่งนั่งได้ ห้ามมิให้นั่งลงกับพื้นแลนั่งบนเก้าอี้ ฤานั่งที่แห่งใดๆตามชอบใจ ในเวลาที่เสด็จออกต่อน่าพระที่นั่ง แลผู้ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดให้นั่งเก้าอี้เฝ้าอยู่นั้น นั่งให้เปนปรกติ ห้ามมิให้ยกเท้าขึ้นภับบนเก้าอี้ แลไขว่ห้างเหยียดท้าวตะแคงตัว ทำกิริยาหาความสบายให้เกินกิริยาที่นั่งเปนปรกติเปนอันขาด

เมื่อเวลาเสด็จขึ้นก็ให้ยืนขึ้นถวายคำนับให้พร้อมกัน แต่แขกเมืองประเทศราช เมื่อจะเข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ให้ทำกิริยาคารวะตามเพศบ้านเมืองของตนก่อน เมื่อทรงพระกรุณาโปรดให้ยืนจึ่งยืนได้

ข้อ ๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิรออกประทับอยู่ที่แห่งใดๆ ก็ดี ข้าราชการแลมหาดเล็ก ซึ่งเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทอยู่ในที่นั้น ถึงเสด็จออกประทับอยู่ชั่วหลายชั่วโมง ก็ห้ามมิให้ข้าราชการแลมหาดเล็กที่ยืนเฝ้าอยู่นั้น นั่งลงในที่แห่งใดๆ เป็นอันขาด เว้นแต่เปนที่กำบัง ลับพระเนตรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึ่งนั่งได้ แลในเวลาที่เสด็จออกทรงประทัีบอยู่ ณ ที่แห่งใดๆ นั้น ข้าราชการแลมหาดเล็ก ยืนเฝ้าอยู่ในที่โดยลำดับแล้ว ผู้ซึ่งจะเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทภายหลัง ที่มิให้มีีราชการที่จะกราบบังคมทูลพระกรุณา ห้ามมิให้เดินผ่านหน้าพระที่นั่ง แลผ่านหน้าข้าราชการที่ยืนเฝ้าอยู่ก่อนนั้นให้เดินหลีกเลี่ยงเข้ายืนตามตำแหน่งของตนที่ควรจะยืน เว้นไว้แต่ผู้ที่รับพระบรมราชโองการ จึ่งเดินผ่านหน้าเพื่อนข้าราชการไปมาได้

ข้อ ๓ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกพระราชดำเนิร ไปทางสถลมารค ข้าราชการแลราษฎรชายหญิง ที่จะมาคอยดูกระบวนเสด็จพระราชดำเนิรก็ดี จะทรงช้างทรงม้าทรงรถ ฤาจะทรงพระที่นั่งอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี เมื่อเวลาเสด็จพระราชดำเนิรมาถึงหน้าผู้ที่ยืนคอยดูกระบวนเสด็จพระราชดำเนิรอยู่นั้น ให้คนเหล่านั้นก้มศีสะถวายคำนับจงทุกคน ห้ามมิให้นั่งมิให้ยืนดูกระบวนเสด็จพระราชดำเนิรบนชานเรือน บนน่าต่างเรือน แลบนที่สูงที่ไม่ควรจะนั่งจะยืน

ถ้าทรงม้าทรงรถ ไม่มีกระบวนตามเสด็จพระราชดำเนิร ผู้ซึ่งอยู่บนเรือนแลบนที่สูง ไม่ทันรู้ว่าเสด็จพระราชดำเนิร แต่พอแลเหนว่าเปนรถพระที่นั่ง ฤาม้าพระที่นั่ง ก็ให้ยืนขึ้นถวายคำนับ

ห้ามมิให้นั่ง มิให้หมอบเปนอันขาด

แลในเวลาที่เสด็จพระราชดำเนิรทรงช้าง ทรงม้า ทรงรถ ฤาทรงพระที่นั่งอย่างหนึ่งอย่างใด มาในทางสถลมารค ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดไปบนหลังม้า ฤา่าไปบนรถ พบปะกระบวนเสด็จพระราชดำเนิร ก็ให้หยุดม้าหยุดรถริมทาง ถ้าเสด็จพระราชดำเนิรมาถึงตรงหน้าแล้วให้ถอดหมวกก้มศีสะถวายคำนับอยู่บนรถ บนหลังม้า ไม่ต้องลงจากรถจากหลังม้า ต่อเสด็จพระราชดำเนิรไปสิ้นกระบวนแล้ว จึงให้ออกรถเดิน เดินม้าต่อไป

ถ้าเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค ข้าราชการแลราษฎรชายหญิง ที่อยู่แพอยู่เรือนริมน้ำ ให้ยืนก้มศีสะถวายคำนับจงทุกคน ถ้ามาด้วยเรือพบกระบวนเสด็จพระราชดำเนิน ถ้าเรือเล็กยืนไม่ได้ ก็ให้ถอดหมวกก้มศีสะ ถวายคำนับในเรือ ไม่ต้องยืน

ถ้าเป็นเรือใหญ่ ควรจะยืนได้ ก็ให้ยืนขึ้นถวายคำนับตามธรรมเนียม

ข้อ ๔ ข้าราชการเมื่อจะเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง แลจะออกจากพระบรมมหาราชวัง ฤาจะไปกิจธุระแห่งหนึ่งแห่งใดก็ดี ถ้าพบท่านผู้มีบันดาศักดิ์ที่เคยคำนับยำเกรงตามธรรมเนียมเก่าฉันใด ก็ให้ทำคำนับยำเกรงอย่างธรรมเนียมใหม่ให้เหมือนกัน ธรรมเนียมที่ยืน เหมือนกับนั่งเหมือนกับหมอบ ธรรมเนียมที่เปิดหมวกก้มศีสะ เหมือนอย่างกราบไหว้อย่างแต่ก่อนนั้น

ถ้าผู้หญิงจะไปในที่เฝ้า แลพบท่านผู้ใหญ่ ไม่ต้องเปิดหมวก เปนแต่ก้มศีสะลงคำนับ เมื่อกระทำคำนับแล้ว หมวกนั้นจะเปิดก็ได้ ไม่เปิดก็ได้

แลผู้คนข้าทาษที่ใช้การงานอยู่ในบ้านเรือนนั้น ก็อย่าให้ท่านผู้ที่เปนเจ้าเปนนายบังคับให้ข้าทาษหมอบคลาน ให้บังคับให้ข้าทาษใช้ยืนใช้เดินตามพระราชบัญญัติซึ่งพระกรุณาโปรดให้ตั้งไว้นี้

ให้พระบรมวงษานุวงษ์ ข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือน ฝ่ายน่าฝ่ายใน ในพระบรมมหาราชวังบวร ให้กระทำตามพระราชบัญญัติประกาศนี้ จงทุกประการ

ประกาศมา ณ วัน อาทิตย์ เดือน ๑๒ แรม ๑๒ ค่ำ ปีระกา เบญจศก ศักราช ๑๒๓๕

ที่มา : ประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) , หลวง , ประชุมกฎหมายไทย ภาคเพิ่มเติม (พระนคร ; โรงพิมพ์นิติสาส์น , พิมพ์ประมาณ พ.ศ.๒๔๗๕) หน้า๑๑-๑๕.